
ปริศนาในความตาย
ปริศนาในความตาย : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2556
มรณกรรมของ ร.ต.ต.วรพจน์ เสฎฐวัฒอังกูล รองสารวัตรสืบสวนสอบสวน สน.โคกคราม ที่ขณะนี้การสืบสวนในทางนิติวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มผลสรุปจะออกมาว่า เขากระทำอัตวินิบาตกรรม หาใช่การฆาตกรรมอย่างที่นางขวัญนภาพร ผู้ภรรยาสงสัยและร้องเรียนต่อพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม้ว่าสภาพแวดล้อม วัตถุพยาน กระทั่งลักษณะการตายจะขัดแย้งกับ "ความน่าจะเป็น" ในทางอาชญาวิทยาอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งมือขวาของผู้ตายที่ไม่สัมพันธ์กับอานุภาพของอาวุธที่ใช้ปลิดชีพ อายุงานในหน้าที่รองสารวัตรที่เขาเพิ่งสอบเลื่อนชั้นจากชั้นประทวนมาได้เพียงไม่กี่วันจึงไม่น่าจะคิดสั้น และยังเกี่ยวพันไปถึงวันเวลาที่เกิดเหตุ สถานที่ และการปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้า ฯลฯ ก็ตาม
ดังกล่าวมา แม้การพิสูจน์ศพทางนิติเวชจะสรุปเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ข้อสงสัยอื่นๆ จะดับสลายลงไปพร้อมกับลมหายใจของร.ต.ต.วรพจน์ โดยเฉพาะในประเด็นที่ภรรยาของผู้ตายบอกเล่าผ่านผู้บังคับบัญชาของเขาว่า จะนำเงิน 30,000 บาทที่สามีมอบให้เอาไปทำลายเพราะเป็น "เงินสกปรก" ระหว่างการจับกุมคดียาเสพติดนั้น มีความน่าเคลือบแคลงยิ่งเสียกว่าข้อพิสูจน์ที่ว่า ร.ต.ต.วรพจน์ยิงตัวเองหรือมีใครอื่นลงมือสังหารอย่างที่สงสัยกัน เพราะคำบอกเล่าดังกล่าวย่อมจะโยงใยถึงการทำหน้าที่ของร.ต.ต.วรพจน์ และชุดจับกุมที่ถูกระบุว่า เป็นที่มาของเงินก้อนนั้น และนั่นย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ว่า ในลำดับถัดมา ต้องเกิดข้อครหา หรือแม้แต่ข้อกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำไม่ชอบมาพากลระหว่างการเข้าจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดและพัวพันสินบน
ในความเป็นจริง ในสังคมของเราก็คงไม่มีใครจิตใจอกุศล ไม่มีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจกล่าวร้ายตำรวจโดยไม่มีประจักษ์พยานหลักฐานใดๆ ว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบนจากผู้ต้องหาคดียาเสพติด เพียงเพราะในอดีตเคยมีตำรวจนอกแถวบางคนประพฤติตนเช่นว่า จนทำให้สังคมพากันให้คะแนน "ต้นทุนทางสังคม" สอบตกเสมอมา แต่นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดาที่น่าจะยอมรับได้ว่า ตำรวจบางคนได้ทำให้ต้นทุนของพวกเขาตกต่ำลงจริงๆ ด้วยคดีที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งเรียกรับสินบน ค้ายาเสพติด จับตัวเรียกค่าไถ่ หรือแม้แต่ประทุษร้ายต่อชีวิตของใครก็ตามซึ่งเกี่ยวเนื่องและขัดแย้งกับผลประโยชน์ยานรก ในทางกลับกัน เชื่อว่ายังมีตำรวจอีกไม่น้อยที่ปรารถนาจะทุ่มเทสติปัญญาความสามารถปราบปรามยาเสพติดให้ราบคาบ หากแต่เหรียญอีกด้านหนึ่งหรือโลกในด้านมืดกดทับเอาไว้
กรณีที่เกิดขึ้นกับร.ต.ต.วรพจน์จึงไม่น่าจะจบลงเพียงแค่ผลสรุปว่าเป็นอัตวินิบาตกรรม หากแต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ร.ต.ต.วรพจน์เข้ามารับหน้าที่สารวัตรสืบสวนสอบสวน สน.โคกคราม จนถึงนำชุดปฏิบัติการเข้าจับกุมยาเสพติด และเหตุที่ทำให้ร.ต.ต.วรพจน์ถึงแก่ความตาย ซึ่งมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายนาย และผลการตรวจสอบจะเป็นคำตอบให้สังคมประจักษ์ชัดว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้ความเคลือบแคลงสงสัยคงอยู่ต่อไป ซึ่งจะเท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนทางสังคมให้แก่ตำรวจอีกทางหนึ่ง แม้กระทั่งพบว่ามีตำรวจทำผิดจริงก็ยังจะเป็นผลในทางบวกเสียมากกว่าด้วยซ้ำ



