
เอฟทีเอไม่ใช่แค่'เอ้า ทำก็ทำ'
เอฟทีเอไม่ใช่แค่'เอ้า ทำก็ทำ' : กระดานความคิด โดยทัศนีย์ แน่นอุดร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
การเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู รอบสอง ที่เชียงใหม่เพิ่งผ่านไป ตามมาด้วยปัญหาความพยายามผลักดันการสร้างเขื่อนแม่วงก์ และถ้าไม่ลืมเมื่อต้นเดือนก็ปั่นป่วนกันไปด้วยเรื่องการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี เรื่องทั้งหมดนี้มีผลกระทบต่อคนไทยทุกคน แต่มีคนไทยเพียงไม่กี่กลุ่มคนสำเหนียกถึงผลดังกล่าว
ไม่ได้กล่าวหาแต่อดคิดไม่ได้ว่า คนไทยส่วนใหญ่อาจจะมีนิสัยเหมือนในโฆษณาประกันชีวิตที่ออกอากาศอยู่เวลานี้ก็เป็นได้ เรื่องเล่าของแม่ค้าที่แสดงท่าทีดีอกดีใจเมื่อรู้ว่า ตนเองได้จับเงินล้านจากการประกันชีวิตที่ไม่ได้ตั้งใจทำ
“เอ้า ทำก็ทำ” คำพูดนี้ด้านสวยงามมันก็บอกเล่าถึงความซื่อสัตย์ของบริษัท แต่ว่ามันน่าเศร้ากว่าไหม ที่ป้าส่งเงินไปตั้งกี่สิบปี โดยไม่รู้อะไรเลย ก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินส่งเบี้ยประกันโดยอาศัยแค่ความเชื่อใจกันเท่านั้นหรือ ไว้ใจตัวแทนมากเกินไปไหม ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายมิใช่หรือที่เรื่องไม่ได้จบสวยๆ เหมือนในโฆษณา
ย้อนมาเรื่องเอฟทีเอ ไทย-อียู หลังการเจรจา คณะผู้แทนไทยได้แถลงการณ์แบบกลางๆ แต่เห็นแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อกังวลของกลุ่มประชาชนที่เฝ้าจับตามองการเจรจาในครั้งนี้ ได้แก่ สิทธิบัตรยา การผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช การคุ้มครองการลงทุน และการเปิดตลาดสินค้าแอลกอฮอล์
คณะผู้แทนไทย ระบุยืนยันว่า จะรักษาผลประโยชน์ของคนไทยเต็มที่ ซึ่งต่างจากท่าทีของคณะผู้แทนอียู ที่ตอบภาคประชาชนว่า ราคายาที่แพงไม่ได้เกี่ยวกับอียู คนไทยกินเหล้าเยอะก็ไม่เกี่ยวกับอียูเช่นกัน
นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับท่าทีของ Mr.Machado หัวหน้าคณะเจรจาอียู ที่ไม่ได้แสดงออกมาเลยว่าจะยืดหยุ่นในประเด็นที่ไทยกังวล ทั้งเรื่องสิทธิบัตรยา เมล็ดพันธุ์พืช การคุ้มครองการลงทุน และการเปิดตลาดสินค้าแอลกอฮอล์ โดยคณะเจรจาสหภาพยุโรปกลับโยนหัวข้อที่น่ากังวลเหล่านี้มาเป็นภาระให้ฝ่ายไทย อาทิ การระบุว่า "คนไทยกินเหล้าเยอะ ไม่ใช่เหล้านอก แต่เป็นเพราะเหล้าไทย จึงขอให้ไทยไปจัดการปัญหากันเอง" ส่วนเรื่องยาราคาแพงนั้น "ก็ไม่ใช่เพราะอียู แต่เป็นเพราะภาษีนำเข้าและวิธีการจัดจำหน่ายยาในไทยต่างหาก"
ทำให้เห็นว่า การเจรจายังไม่ได้คืบอะไรไปมาก ท่าทีฝ่ายหนึ่งยังขึงขัง ไม่สนใจรับรู้เรื่องความกังวลและผลกระทบที่จะเกิดกับคนไทย และยังเปิดเรื่องใหม่ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (Government Procurement) เพิ่มเข้ามาอีกด้วย
ในขณะนี้เราอาจเพลาการติดตามเรื่องราวการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียู ไปบ้าง เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เราต้องจับจ้องติดตาม ไม่ว่าจะน้ำท่วม เขื่อน เศรษฐกิจ ค่าเอฟทีในบิลค่าไฟฟ้า หนี้สิน ฯลฯ หรืออาจจะพอวางใจในท่าทีของคณะเจรจาฝ่ายไทย
แต่ไม่อยากให้ละเลยจนกลายเป็น “เอ้า ทำก็ทำ” เพราะต้องไม่ลืมว่า ระยะเวลาในการเจรจามีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องจบก่อนที่ประเทศไทยจะเสียสิทธิจีเอสพีในวันที่ 1 มกราคม 2558 (เป็นที่ชัดเจนว่าเราต้องเร่งเจรจาเพื่อสิ่งนี้จริง)
การไปกำหนดกรอบไว้เพียง 2 ปี เช่นนี้จะเป็นเงื่อนรัดคอตัวเองไปเรื่อยๆ จะทำให้ไทยเสียโอกาส เพราะเมื่อระยะเวลางวดเข้า แต่ข้อตกลงยังไม่ชัดเจน ฝ่ายที่เสียเปรียบเช่นไทย ก็จะยิ่งเสียเปรียบยิ่งขึ้น ข้อกังวลต่างๆ ของภาคประชาชน ที่ตัวแทนยืนยันแข็งขันว่าจะทำให้ดีที่สุด อาจอ่อนยวบเมื่อจำนนต่อเงื่อนเวลา (อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่กว่าไทย เจรจากับสหภาพยุโรปมาแล้วกว่า 5 ปี ก็ยังไม่ยุติ ซ้ำยังสามารถทำให้สหภาพยุโรปยอมที่จะไม่กดดันให้อินเดียต้องแก้ไขกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับยาด้วย)
คนไทยจึงไม่ควรปล่อยให้ตัวแทนของเรา ทำการเจรจาโดยลำพัง เราควรเป็นส่วนหนึ่งในการเฝ้าติดตาม และลงมือปฏิบัติการสนับสนุนให้ตัวแทนของเรา ยังยืนหยัดเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชน และทนกับแรงกดดันจากภาคธุรกิจส่งออกหน้าเดิมๆ



