
ลดสถิติจี้ปล้นธนาคารให้ได้
ลดสถิติจี้ปล้นธนาคารให้ได้ : บทบรรณาธิการประจำวันที่26ก.ย.2556
นับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่บ่อยครั้งที่เกิดเหตุการบุกจี้ธนาคารถึง 3 แห่งพร้อมกันในวันเดียว โดยเมื่อวันที่ 24 กันยายน คดีแรก คนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนเข้าไปชิงทรัพย์ธนาคารแห่งหนึ่ง บนถนนประชาธิปก ย่านวงเวียนใหญ่ เขตคลองสาน กทม. ได้เงินไป 2.7 แสนบาท ส่วนอีกเหตุการณ์จี้เงินธนาคาร ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ใช้เวลาลงมือไม่ถึง 1 นาที กวาดเงินสด 8.5 แสนบาท และที่ จ.สมุทรสาคร สองคนร้ายบุกเข้าจี้ชิงเงินที่ธนาคาร ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ได้เงินไป 1.3 ล้านบาท ถือเป็นการก่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา และแนวโน้มน่าจะเกิดขึ้นอีกมาก สาเหตุก็มาจากสามารถลงมือได้ง่าย รวมทั้งการหาอาวุธได้สะดวก ใช้เวลาไม่นานในการก่อเหตุและโอกาสหลบหนีได้มีสูง ดังนั้นธนาคารจึงกลายเป็นเป้าหมายไปโดยปริยาย
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพิ่งประชุมร่วมกับตัวแทน 16 ธนาคารและบริษัทรับจ้างขนเงิน 6 บริษัท เพื่อหามาตรการป้องกันการปล้นจี้เงินแบงก์ ตู้เอทีเอ็ม และรถขนเงิน เพราะจากการรวบรวมสถิติ พบว่าตั้งแต่ต้นปี 2556 เกิดเหตุอาชญากรรมดังกล่าวถึง 27 คดี จับได้ 17 คดี ผู้ต้องหารวม 32 คน โดยให้มีมาตรการป้องกันร่วมกัน ธนาคารต้องมีระบบป้องกันมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ระบบกล้องวงจรปิด การกำหนดช่องทางเข้า-ออก และต้องมีระบบที่เชื่อมโยงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวดเร็วเพื่อการสกัดกั้นที่รวดเร็ว ส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีระบบตรวจสอบข้อมูลกลุ่มเสี่ยงและบุคคลพ้นโทษ ซึ่งมาตรการป้องกันความปลอดภัยธนาคารและประชาชนที่เป็นลูกค้าสำคัญกว่าการปราบปรามจับกุมหลังเกิดเหตุ
การเกิดคดีจี้ชิงหรือปล้นธนาคาร รวมทั้งบรรดาร้านขายทองรูปพรรณนั้น อาจเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง เพราะแม้รัฐบาลจะระบุว่าได้กระตุ้นและใช้นโยบายช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทำให้ตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่คดีพุ่งขึ้นย่อมชี้ให้เห็นว่าเกี่ยวกับปากท้องและความตกต่ำด้านรายได้ และพล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น.ดูแลงานสืบสวน ก็ยอมรับว่า สาเหตุที่เกิดอาชญากรรมบ่อยครั้งในช่วงนี้ น่าจะเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจ คนต่างต้องการใช้เงินใช้ทอง แต่เลือกวิธีหาเงินที่ผิดกฎหมาย โดยตำรวจได้วางแผน ส่วนการป้องกันมีการเพิ่มกำลังสายตรวจและสายสืบคอยซุ่มโป่งดูตามจุดเป้าหมายที่คนร้ายน่าจะก่อเหตุ รวมถึงตั้งด่านตรวจให้มากขึ้นเพื่อเฝ้าระวัง
หากพิจารณามาตรการที่ทางตำรวจวางแผนไว้ เป็นเพียงมาตรการทั่วๆ ไป ถามว่าจะสามารถป้องกันคดีจี้ปล้นธนาคารได้จริงหรือไม่ อาจจะได้ในบางส่วน แต่ทางธนาคารต่างๆ ก็ต้องมีมาตรการของตัวเองในการป้องกันเช่นกัน จะคาดหวังแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายเดียวไม่เพียงพอเพราะกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึงและตลอดเวลา นอกจากนี้ในส่วนอาวุธปืนก็เป็นภาระที่ต้องหาวิธีจัดการกับปืนเถื่อนที่วางขายกันในอินเทอร์เน็ตหรือตลาดมืดอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เรียกว่าหาซื้อง่ายเหมือนซื้อขนมกินเล่น จึงต้องปราบปรามให้จริงจัง รวมทั้งดึงเอาหน่วยงานที่เล็งเห็นว่ามีส่วนเข้ามาช่วยเหลือได้ เช่น เทศกิจหรืออาสาสมัครตำรวจบ้าน ถ้ายังปล่อยให้เกิดคดีบ่อยครั้งก็ถือว่าประสิทธิภาพหย่อนยาน คงต้องปรับเปลี่ยนคนดูแลกันบ้างแล้ว



