คอลัมนิสต์

ประวัติศาสตร์ที่ยังเขียนไม่จบ

ประวัติศาสตร์ที่ยังเขียนไม่จบ

26 ก.ย. 2556

ประวัติศาสตร์ที่ยังเขียนไม่จบ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             คงไม่มีใครกล่าวถึง "สหายเฉิน ผิง" หรือ "จีน เป็ง" ได้ดีเท่ากับ เทียน ฉัว ส.ส.มาเลเซีย และรองประธานพรรคยุติธรรมประชาชน ซึ่งเดินทางมาคำนับศพอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา ที่วัดธาตุทอง เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว

             "สำหรับ เฉิน ผิง ไม่ว่าพวกเราจะประเมินบทบาทของเขา ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับอุดมการณ์ของเขาในการต่อสู้ที่ผ่านมา พวกเราต้องตระหนักว่า เฉิน ผิง เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มาเลเซีย เขาและคนรุ่นเขาได้ก่อรูปสิ่งที่เราเป็นในทุกวันนี้ และเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับผู้นำคนอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาได้ก่อรูปแผนที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพวกเรามากันที่นี่เพื่อการตระหนักรับรู้ถึงสิ่งนี้" (พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ สัมภาษณ์/ประชาไท)

             แต่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน ก็มิยอมให้เฉิน ผิง หรือจีน เป็ง ได้ร่วมเขียนประวัติศาสตร์แห่งการปรองดองชาติ จวบจนสิ้นลม ร่างของชาวลัทธิมาร์กซแห่งมาเลย์ ก็ทำการฌาปนกิจอย่างเงียบๆ บนแผ่นดินไทย

             เย็นวันจันทร์ (23 กันยายน 2556) พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเป็นประธานพิธีประชุมเพลิง "จีน เป็ง" ที่วัดธาตุทอง พร้อมด้วย พล.อ.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4, พล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าประสานงานชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

             เพื่อนมิตรหลายร้อยคนพร้อมใจกันมาแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณ "สหายนำ" แห่งชนชั้นกรรมาชีพ และในนั้น มีอดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ธง แจ่มศรี วัย 93 ปี กับภรรยา "ป้าน้ำ" วัย 85 ปี ก็มาร่วมงาน ด้วยความรักและผูกพันกับสหายเฉิน ผิง ซึ่งตัวลุงธงได้เดินทางเคารพศพเมื่อวันศุกร์ครั้งหนึ่ง แม้ว่าสุขภาพจะไม่แข็งแรง ลุงก็ยังมีน้ำใจรักมิตรสหาย

             สำหรับ "วิชัย ชูธรรม" เลขาธิการ พคท.คนปัจจุบันนั้นได้เดินทางมาคารวะศพ "เฉิน ผิง" ตั้งแต่เย็นวันศุกร์ พร้อมนำพวงหรีดของ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" มาแสดงความไว้อาลัยสหายร่วมรบ

             พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เป็น "พรรคพี่น้อง" และได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน

             หลังจากที่รัฐบาลไทยเป็นคนกลางในการเจรจา และมีการทำสัญญาสันติภาพกับรัฐบาลมาเลเซียที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จีน เป็ง และสมาชิก พคม. ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาเลเซีย จึงต้องมีสถานะเป็น "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" ตั้งหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย

             ต้นปี 2540 "จีน เป็ง" พยายามขออนุญาตเดินทางกลับมาเลเซีย แต่ถูกศาลสูงมาเลเซียปฏิเสธในปี 2548 และในปี 2551 เขาพยายามร้องต่อศาลเพื่อกลับประเทศมาเลเซียอีก แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาต โดยอ้างว่าเอกสารการเกิดหาย

             ในปี 2549 มีผู้กำกับภาพยนตร์ชาวมาเลเซียผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Last Communist เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา แต่ถูกกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซียสั่งห้ามฉาย ทั้งที่ในภาพยนตร์ดังกล่าวไม่มีฉากปรากฏตัวของจีน เป็ง กระทั่งเขาเสียชีวิต นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ยังให้สัมภาษณ์ไม่ยอมให้นำร่างของจีน เป็ง กลับมายังมาเลเซีย

             ชะตากรรม "สหายชาวมาเลย์" ต่างจาก "สหายชาวไทย" อย่างเทียบกันไม่ได้ พลพรรคชาวคอมมิวนิสต์ไทย ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย อันเนื่องจากนโยบาย 66/2523 ด้วยการจ่ายเงินเป็นรายหัว จ่ายมาแล้วหมื่นกว่าคน คิดเป็นเงินกว่าสองพันล้านบาท (ในรัฐบาลสุรยุทธ์และรัฐบาลอภิสิทธิ์)

             ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็จะจ่ายเงินช่วยเหลือพลพรรคชาวคอมมิวนิสต์ไทย (ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย) อีกจำนวน 4,000 กว่าคน คิดเป็นเงินพันกว่าล้านบาท

             เหนืออื่นใด พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยังดำรงอยู่ มีคณะกรรมการบริหารพรรค มีนโยบายเฉพาะหน้า 20 ข้อ และมีคำแถลงการณ์ต่อสถานการณ์เฉพาะหน้าออกมาเป็นระยะๆ

             ชาวคอมมิวนิสต์ไทย 2 ก๊ก กำลังเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐไทย ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว