คอลัมนิสต์

สัญญาณชัดแล้ว

สัญญาณชัดแล้ว

24 ก.ย. 2556

สัญญาณชัดแล้ว : บทบรรณาธิการประจำวันที่24ก.ย.2556

              นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดประมูลขายข้าวที่จัดเก็บไว้ในโกดังราวกลางเดือนหน้า ปริมาณ 1.5 แสนตัน ในตลาดการซื้อขายสินค้าการเกษตรล่วงหน้า และมั่นใจว่าจะได้ราคาดี เพราะเป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวขาว 5% ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะทำให้ปัญหาการรับจำนำข้าวตามโครงการของรัฐบาลน่าจะผ่อนคลายความตึงเครียดไปได้บ้าง หากเอกชนสนใจมาประมูลข้าวออกไปจากโกดังที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ไปเช่าเก็บข้าว ซึ่งตอนนี้เก็บไว้กว่า 10 ล้านตัน

               แต่ข้อมูลที่น่าจะเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจสำหรับโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลในครั้งนี้ก็ได้เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ประเด็น นั่นก็คือ รัฐบาลเริ่มขอคุยกับเจ้าของโกดังที่ได้ไปเช่าเก็บข้าวว่า จะรอเอาเงินค่าเช่าโกดัง หรือจะเอาข้าวที่มีอยู่ในโกดังไปขายชดเชยแทนเงินค่าเช่า ถึงแม้ นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) จะบอกว่า เป็นทางเลือกให้แก่เอกชนเจ้าของโกดังว่าจะเลือกเอาเงิน หรือเลือกเอาข้าวไปขายเอง เพราะนี่คือสัญญาณที่ไม่น่าจะดีนัก เพราะจะเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า เหตุใดรัฐบาลถึงค้างค่าเช่าโกดังจำนวนประมาณ 1,000 ล้านบาท

               อคส.ได้ออกประกาศรับสมัครคลังสินค้ากลางเพื่อเก็บรักษาข้าวสาร (เช่า) ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 ระบุในเงื่อนไขว่า จะจ่ายค่าเช่าคิดเป็นรายกระสอบ โดยจ่ายกระสอบละ 2 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีค่าชั่งน้ำหนักรถบรรทุกตันละ 50 บาท แต่ถ้ารถพ่วงราคาตันละ 100 บาท ยังมีค่ากรรมกรอีกกระสอบละ 1 บาท ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนเป็นเม็ดเงินที่ต้องสูญเสียไปเรื่อยๆ ตราบใดที่รัฐบาลยังระบายข้าวไม่หมดจากสต็อก  ซึ่งภายในปีนี้ไม่มีใครเชื่อว่ารัฐบาลจะขายข้าวออกได้หมด นั่นก็ย่อมหมายความว่า "รายจ่าย" จะยังมีต่อไป ในขณะเดียวกัน โครงการรับจำนำข้าวในปีต่อไปก็กำลังจ่อคิวเข้ามาอีก

               ปัญหาการระบายข้าวในสต็อกออกไปได้ล่าช้า และมีปริมาณเพียงเล็กน้อย (เมื่อเทียบกับที่ยังเก็บในโกดัง) ก็เป็นเรื่องที่รับรู้กันโดยทั่วไป คือ ราคาข้าวที่รับจำนำมาบวกกับค่าดำเนินการต่างๆ แล้ว เมื่อจะขายออกไปมีราคาสูงกว่าราคาที่ตลาดโลกรับซื้อ และเป็นอย่างที่กระทรวงพาณิชย์ระบุจริงๆ ว่า ข้าวชั้นดีอย่างข้าวหอมมะลิและข้าว 5% ชั้นหนึ่ง ที่ตลาดโลกยอมซื้อ หรือยอมจ่ายแพงเนื่องจากคุณภาพดี แต่ปัญหาก็คือ ข้าวส่วนใหญ่ที่รับจำนำมาไม่ได้เป็นข้าวหอมมะลิ การตั้งราคาขายสูงกว่าที่ตลาดโลกรับซื้อจึงทำให้ข้าวค้างสต็อก

               ถึงแม้จะมีการคาดการณ์กันว่า ปีหน้าประเทศไทยจะส่งออกข้าวได้มากขึ้น (แต่ไม่มากกว่าประเทศอินเดีย) แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ปริมาณกับเม็ดเงินที่ได้มาจะผกผันไปด้วยกัน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจริงก็คือ ภาวะจำยอมระบายข้าวเก่าค้างสต็อกออกไป เพื่อที่จะเปิดโกดัง รับเม็ดเงินไปรองรับข้าวจากฤดูการผลิตใหม่เข้ามาไว้ ตามโครงการรับจำนำที่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าชาวนาได้ประโยชน์ แต่สิ่งบอกเหตุที่เกิดขึ้นกลับชี้ไปที่ว่า รัฐบาลกำลังเข้าตาจนแล้ว เพราะขาดทุนจนส่อเค้าว่าจะกระทบต่อการคลังของประเทศในอนาคตที่ไม่ไกลจากนี้