
ทำไมแนวรบของปชช.ไทยจึงเติบโตน้อยกว่าปชช.กัมพูชา
ทำไมแนวรบของปชช.ไทยจึงเติบโตน้อยกว่าปชช.กัมพูชา : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
ตั้งแต่มีคลิปถั่งเช่าที่พูดถึงบทบาทของทหารออกมาเผยแพร่นั้น ได้เป็นผลทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเฝ้าดูบทบาทของทหารมากขึ้น ภาพลักษณ์ของทหารที่ปรากฏต่อสาธารณชนทั่วๆ ไปคือ การยืนตรงไม่เคยแตกแถวออกมาเลย จึงทำให้ประชาชนทุกสีต่างก็คาดเดาบทบาทของทหารทางการเมืองไม่ออก แต่ลึกๆ แล้วกลุ่มประชาชนฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลก็ยังไม่วางใจ “ทหาร” อยู่เช่นเดิม ส่วนฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลก็เริ่มหมดหวังกับ “ทหาร” ซึ่งกรณีนี้ส่งผลในทางที่ดีต่อฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาล เพราะเริ่มเห็นว่า “เมื่อพึ่งพาทหารไม่ได้ ก็กลับมาพึ่งตัวเองในการต่อสู้กับรัฐบาล” แนวคิดนี้เริ่มมีการดำเนินงานรวมกลุ่มกันจริงจังมาก ประกอบกับทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทลงอย่างเป็นทางการซ้ำเข้าไปอีก ในปัจจุบันจึงเกิดการรวมกลุ่มพลังต่างๆ ที่ไม่ชอบรัฐบาลขึ้นอย่างเป็นระบบ หลายแนวทาง นับตั้งแต่กลุ่มม็อบสนามหลวงในส่วนของสหายดาวแดง ซึ่งถอนตัวไปรออยู่ในพื้นที่, คณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชนและกองทัพธรรม ซึ่งปักหลักอยุ่ที่สวนลุมฯ, กลุ่มนักเรียนอาชีวะ, กลุ่มหน้ากากขาวหลายสิบกลุ่ม ฯลฯ
นอกจากนั้นยังเกิดการรวมกลุ่มพลังประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นอีก ก่อตัวเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญทั้งนั้น เช่น นายบรรเจิด สิงคะเนติ, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร, นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, นายสุริยะใส กตะศิลา ฯลฯ และยังเกิดการจัดตั้ง “สภาปฏิรูปประเทศไทยภาคประชาชน” ซึ่งมีชื่อคล้ายคลึงกันขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยบุคคลจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สถาบันวิจัยและพัฒนา, กลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ มี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ, นายประสิทธิ์ ไชยทองพันธ์, นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ฯลฯ ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่ทำงานกับประชาชนมาตลอดเวลาเช่นกัน ในขณะที่พื้นที่ชนบทก็เริ่มตื่นตัว ปรากฏกลุ่มขับเคลื่อนในพื้นที่ชายขอบ จัดตั้ง “สภาองค์กรชุมชนตำบล” ขึ้นมา โดยรวบรวมสมาชิกในระดับพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนให้ท้องถิ่นมีอำนาจเป็นของตัวเองเพิ่มขึ้น
การเติบโตขององค์กรภาคประชาชนที่ไม่เอา “รัฐบาล” อย่างมากมายในขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก น่าจะเป็นเพราะเห็นว่ากลุ่มพลังเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนทางความคิดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” หรือ “สภาปฏิรูปประเทศไทยภาคประชาชน” ในส่วนของกลุ่มพลังที่ต่อต้านรัฐบาลในทางปฏิบัติเกือบครึ่งหนึ่ง กลับมองเห็นว่า ทั้ง 2 องค์กรนั้นกำลังตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ไปทำให้คณะกรรมการปฏิรูปของนายบรรหาร ศิลปอาชา มีความถูกต้องมากขึ้น และยังไป “ลด” ความรู้สึกที่รุนแรงในทางที่ไม่ชอบรัฐบาลของประชาชนลงไปอีก ซึ่งทำให้กลุ่มที่เดินหน้ากดดันต่อรัฐบาลอยู่ในทางปฏิบัติ เช่น คณะเสนาธิการร่วมกองทัพประชาชน, สันนิบาตประชาชนแห่งประเทศไทย (ธงชัย สุวรรณวิหค กับเอียด เส้งเอียด), กลุ่มผู้กองปูเค็ม, กลุ่มเด็กอาชีวะ ฯลฯ รวมถึงเวทีผ่าความจริงของพรรค ปชป. ซึ่งทำงานภาคปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องและได้ผลมาระดับหนึ่งแล้วต้องชะงักลงไปอีก
ปัจจุบันทิศทางของกลุ่มที่ออกมาคัดค้านรัฐบาลจึงมีทั้งกลุ่มในแนวทางที่ลงมือปฏิบัติ กับกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลทางความคิด แม้ว่าทุกกลุ่มจะมีความคิดอ่านที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลเหมือนๆ กัน แต่แนวทางการต่อสู้กับรัฐบาลกลับแตกต่างกันออกไป จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและขาดเอกภาพในการเคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าแกนนำกลุ่มเหล่านี้ซึ่งเกือบทุกคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ออกมาพูดคุยกันอย่างจริงจังเสียก่อน โดยกำหนดรูปแบบที่จะเข้าถึงเป้าหมายให้สอดคล้องกัน มีขอบเขตเวลาที่แน่นอนแล้ว ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็อย่าไปหวังว่าจะชนะฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีความพร้อมที่สมบูรณ์ไปด้วยลาภ, ยศ, สรรเสริญ หรือเอาแค่สู้เสมอตัวก็ยากเสียแล้วครับ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันได้พัฒนาไปมากเหลือเกิน จะเอารูปแบบการเคลื่อนไหวจาก 14 ตุลาคม 16 หรือในยุคพันธมิตรฯ รุ่งเรืองมาใช้ไม่ได้แน่นอน
ส่วนคนไทยที่บ่นกันทั้งทางเฟซบุ๊กและในที่ชุมนุมต่างๆ ว่า “ทำไมเขมรซึ่งมาดูงานการชุมนุมในไทยไปแท้ๆ กลับพัฒนารูปแบบการต่อสู้ไปได้เร็วกว่าไทย” นั้น ขอสรุปให้เห็นความแตกต่างระหว่างมวลชนไทยกับเขมร ดังนี้ :-
1.ประชาชนกัมพูชาส่วนใหญ่กำลังเริ่มสงสัยในระบอบประชาธิปไตยของ ฮุน เซน ที่ทำให้ ฮุน เซน มีอิทธิพลเหนือทุกองค์กรในประเทศ และยังทำให้ภรรยาฮุน เซน ร่ำรวยอย่างมหาศาล ว่ามันเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกันแน่ (แต่คนไทยไม่สนใจ)
2.ความอดอยากและตกงานของประชาชนจนต้องเข้ามาขายแรงงานในไทยจำนวนมหาศาลนั้น ได้ทำให้แรงงานเขมรเหล่านั้นเริ่มเรียนรู้ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ทำให้มีการรวมกลุ่มย่อยๆ ขึ้นหลายร้อยกลุ่มทั้งในกัมพูชาและในประเทศไทย
3.การที่ ฮุน เซน เข้าควบคุมสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชาไว้นั้น ประชาชนกัมพูชาส่วนใหญ่เริ่มเห็นว่าไม่ถูกต้อง และเริ่มให้ความเห็นใจต่อพระมหากษัตริย์สีหมุนีเพิ่มขึ้นตามลำดับ (ในขณะที่ประเทศไทยยังมีคนให้ความสนใจน้อยมาก)
4.ปีนี้เขมรไม่ได้รบกับไทยเพราะเกรงใจ “คุณทักษิณ” ดังนั้นการสร้างคะแนนเสียงเรื่องชาตินิยมของฮุน เซน ต่อการรบกับประเทศไทยจึงตกต่ำไป กระแสต่อต้านเวียดนามของนายสม รังสี จึงขึ้นมาแทนที่
5.ชาวเขมรตกทุกข์ได้ยากจาก “ความร่ำรวย” ของฮุน เซน มากกว่าคนไทย จึงเห็นอันตรายจากระบบฮุน เซน ได้ชัดเจนกว่า ซึ่งถ้ารออีก 2 ปี คนไทยก็จะมีประสบการณ์ตื่นตัวได้เช่นเดียวกับชาวเขมร
ลีโอ ตอลสตอย เคยบอกผู้นำรัสเซียไว้ว่า “มีแต่คนที่คิดเปลี่ยนแปลงโลก แต่ไม่มีใครคิดเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ถ้าคนไทยทุกกลุ่มเข้าใจกัน รวมใจกันจริงๆ ไม่ถือประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ แต่คนไทยทำอะไรเป็นทีมไม่เป็นครับ คุณยิ่งลักษณก็จะเป็นนายกฯ ต่อไปจนครบ 2 ปีแล้วค่อยมาว่ากันใหม่



