
ความจริงของเขื่อนแม่วงก์
ความจริงของเขื่อนแม่วงก์ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2556
พายุดีเปรสชันเคลื่อนตัวพาดผ่านภาคอีสาน เข้าภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เดินเท้าจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายนนี้ เพื่อรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ขึ้นที่บริเวณพื้นที่ติดต่อกำแพงเพชรกับนครสวรรค์ และก็เป็นสัปดาห์เดียวกันกับที่องค์กรเอกชนจัดกิจกรรมขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อรณรงค์คัดค้านโครงการบริหารจัดการน้ำภายใต้งบประมาณ 3 แสนล้านบาท วาระประเทศไทยยามนี้จึงโฟกัสไปที่เรื่องของน้ำ การบริหารจัดการ และสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการปรากฏของกิจกรรมคู่ขนานที่รัฐบาลจัดขึ้นตามจุดต่างๆ เพื่อขอเสียงสนับสนุนแผนจัดการน้ำของภาครัฐ
คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า ทุกๆ ฤดูฝนโดยเฉพาะในช่วงน้ำเหนือหลาก โครงการสร้างเขื่อนต่างๆ จะผุดขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เป็นการปัดฝุ่นจากแผนเก่าที่พับซ่อนเอาไว้และที่คิดขึ้นใหม่ พร้อมกับภาพฝันร้ายมหาอุทกภัย 2554 ที่ยังคงติดตามมาหลอกหลอนคนไทยหลายล้านคน นับเนื่องตั้งแต่ระดับรากหญ้า ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ขึ้นไปจนถึงนักลงทุนผู้บริหารธุรกิจพันล้านหมื่นล้านที่ถูกกระแสน้ำกลืนกินหายวับไปเพียงชั่วข้ามคืน ชุดความเชื่อที่ว่า เขื่อนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้จึงถูกปลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสูตรสำเร็จ ด้วยภัยเฉพาะหน้านี่เอง ที่ทำให้หลายคนๆ อาจหลงลืมข้อเท็จจริงหลายๆ อย่างเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำต่างๆ และการใช้สอยประโยชน์ เช่น ป้องกันน้ำท่วม ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือว่าใช้ในงานเกษตรกรรมไปเสียสิ้น
มีข้อมูลที่นำเสนอโดยมูลนิธิโลกสีเขียวสรุปว่า เขื่อนแม่วงก์จะเก็บน้ำได้ 250 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณน้ำที่ท่วมภาคกลางเมื่อปี 2554 มีมากถึง 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำในอ่างแม่วงก์จึงคิดเป็นเพียงแค่ 2% ของปริมาณน้ำที่ท่วม หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ไหลเข้าทุ่งเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำไหลเข้ามากที่สุดเพียงแค่ครึ่งวันกว่าเท่านั้น ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบจุดก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับเขื่อนทับเสลาที่อยู่ห่างมาทางตอนใต้เพียง 40 กิโลเมตร ซึ่งน่าจะมีปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงกัน แต่กลับพบว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2555 เขื่อนทับเสลาที่มีความจุอ่าง 160 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่แค่ 21% สำหรับปีนี้ มีรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมาว่า มีน้ำในอ่างทับเสลาอยู่เพียง 57 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36% เท่านั้น ทั้งๆ ที่ห้วงเวลานี้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก
แม้พายุดีเปรสชันที่พาดผ่านประเทศไทยจะนำมาซึ่งความหวาดวิตกของหลายๆ คน หากแต่ในความเป็นจริง พายุที่หอบเอาฝนมามากมายคราวนี้อาจเป็นความหวังลึกๆ ที่เก็บงำอยู่ในซอกหลืบของความลี้ลับที่ว่าด้วย "ความจริงของเขื่อน" เพราะตัวเลขเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2556 ชี้ชัดว่า เขื่อนในภาคเหนือมีน้ำอยู่ในอ่าง 48% ภาคอีสานที่พายุถล่มอย่างหนักมีปริมาณรวม 56% ภาคกลางซึ่งจะมีเขื่อนแม่วงก์ผุดขึ้นที่นครสวรรค์มีน้ำอยู่น้อยที่สุด 41% ขณะที่ภาคตะวันตกมีน้ำมากถึง 78 % เพราะอานิสงส์จากน้ำต้นทุนเมื่อปีก่อน เหล่านี้คือข้อเท็จจริงหนึ่งในอีกหลายด้านที่ยังไม่ได้พูดถึง ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ อันล้วนทุกฝ่ายควรไตร่ตรองให้รอบคอบหากจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ขึ้นมาจริงๆ



