คอลัมนิสต์

การจากไปของ'จีน เป็ง'

การจากไปของ'จีน เป็ง'

19 ก.ย. 2556

การจากไปของ'จีน เป็ง' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               น้องนักข่าวโทรไปหาแต่เช้าวันจันทร์ ส่งข่าวว่า "สหายจีน เป็ง" อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เสียชีวิตแล้ว หลังจากเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลมีชื่อแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มาเป็นเวลา 2 ปี

               หลังจากพูดคุยกับน้องนักข่าวจบ ก็ไปค้นแฟ้มหนังสือพิมพ์เก่า เพื่อหาข่าวสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย-มาเลย์

               "เบื้องหลัง "จีน เป็ง" วางปืน ยุติศึก 41 ปี"

               เป็นพาดหัวข่าวเซกชั่นปริทรรศน์ ผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11-17 ธันวาคม 2532 ซึ่งทีมข่าวได้รายงานข่าวเบื้องลึก "วันสันติภาพ" ในวันที่ 2 ธันวาคม 2532 ที่มีการลงนามในสัญญาสันติภาพ 3 ฝ่ายระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์มลายากับมาเลเซีย และพรรคคอมมิวนิสต์มลายากับไทย ณ ห้องบอลรูม ชั้น 12 โรงแรมลีการ์เดนส์ หาดใหญ่

               เมื่อ 24 ปีที่แล้ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามสัญญาสันติภาพ แต่นายทหารที่เป็น "ผู้ปิดทองหลังพระ" คือ พล.ต.กิตติ รัตนฉายา ผู้บัญชาการกองกำลังผสมเฉพาะกิจฝ่ายไทย (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) ได้เริ่มต้นการเจรจาทางลับกับ พคม. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2528 จนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2530 จึงได้ข้อสรุปว่าจะยุติสงคราม

               "จีน เป็ง" หรือเรียกในภาษาจีนกลางว่า "เฉิน ผิง" ซึ่งเป็นชื่อจัดตั้ง แต่ชื่อจริงว่า "อึ๊ง บุน ฮั้ว" เกิดเมื่อปี 2465 ที่รัฐเปรัก บิดาเป็นเจ้าของร้านซ่อมจักรยาน

               สหายจีน เป็ง เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พคม.) เมื่อปี 2473 ขณะยังเป็นนักเรียนมัธยมเมื่อมีอายุเพียง 15 ปี และเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชจากจักรภพอังกฤษ

               เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลง สหายจีน เป็ง ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกกรมการเมือง ดูแลกำหนดนโยบายและการตัดสินใจทางยุทธศาสตร์ของพรรค พออายุได้ 23 ปี เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา

               ดังที่ทราบกัน พรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า,พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และพรรคคอมมิวนิสต์มลายา

               ปี 2504 สหายจีน เป็ง ได้สร้างฐานที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ในบริเวณรอยต่อสงขลา-ยะลา-นราธิวาส เพื่อดำเนินสงครามจรยุทธ์ ตามทฤษฎีสงครามประชาชน ของเหมา เจ๋อ ตง

               พคม.เข้ามาอยู่ในดินแดนไทย ก็มีนโยบายรักษากองกำลัง มิให้ถูกทำลายจากรัฐบาลไทย จึงกำหนดนโยบายที่ให้เป็นประโยชน์แก่เจ้าบ้าน

               1.ห้ามขบวนการพูโล และบีอาร์เอ็น เข้ามาเคลื่อนไหวในเขตเคลื่อนไหวของ พคม.

               2.พคม. ไม่ต้องการยึดครองประเทศไทย คนไทยมิใช่ศัตรู จึงไม่ร่วมมือกับ พคท.ต่อสู้กับรัฐบาลไทย

               3.พคม. สงวนสิทธิป้องกันตนเองจากการปราบปรามของกองทัพไทย ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ตอบโต้ ปะทะกับกองกำลังของกองทัพไทย

               จนกระทั่งเกิดวิกฤตศรัทธาในลัทธิมาร์กซ-เลนิน สหภาพโซเวียตล่มสลาย กำแพงเบอร์ลินพังทลาย และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยุติการช่วยเหลือ "พรรคพี่น้อง"

               ประกอบกับแนวนโยบาย 66/23 ของรัฐบาลเปรม ได้นำไปสู่การเจรจาสันติภาพ 3 ฝ่าย ซึ่งผลที่ตามมาคือ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา ได้รับสถานภาพเป็น "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" ได้สัญชาติไทย

               จะว่าไปแล้ว ในช่วงที่นักรบกองทัพประชาชนมลายา กรม 8, กรม 10 และกรม 12 จับอาวุธต่อสู้กับทหารรัฐบาลมาเลย์ สหายจีน เป็ง ได้พำนักอยู่ที่กวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน และในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์มลายา สหายจีน เป็ง จึงต้องเดินทางมาร่วมลงนามสัญญาสันติภาพที่เมืองไทย เมื่อปลายปี 2532  ปัจจุบัน ชาวพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา ได้รับสถานภาพเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย และสร้างชุมชนใหม่ แยกเป็น "กรม 8" ที่นำโดยอิเจียง ก่อตั้งหมู่บ้านปิยะมิตร 5 อ.นาทวี จ.สงขลา, "กรม 10" นำโดยเฉินผิง ก่อตั้งหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 อ.สุคิริน จ.นราธิวาส, "กรม 12" เขต 2 นำโดยจางจุงหมิง ก่อตั้งหมู่บ้านปิยะมิตร 1, 2, 3, 4 อ.เบตง และ อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ "กรม 12" นำโดยเฉินผิง ก่อตั้งหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 9, 10, 11 อ.ธารโต อ.เบตง และ อ.กาบัง จ.ยะลา

               สำหรับสหายจีน เป็ง ก็เฝ้ารอว่า สักวันหนึ่งรัฐบาลมาเลเซียจะอนุญาตให้เขาเดินทางกลับสู่มาตุภูมิที่เปรัก แต่จวบจนวันจากลาไปด้วยวัย 88 ปี เขาก็ยังไม่ได้กลับบ้านเกิด