
'วาทกรรมอภิสิทธิ์'แค่แน่นอกจึงยกออก!
'วาทกรรมอภิสิทธิ์'แค่แน่นอกจึงยกออก! : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl
วาทกรรมทางการเมืองของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปราศรัยบนเวทีผ่าความจริง 2 สัปดาห์ติดต่อกันถือว่า "วาทะ" ลักษณะนี้ไม่เคยมี "ผู้นำ" หรือ "อดีตนายกรัฐมนตรีไทย" คนไหนเคยกระทำแบบนี้มาก่อน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาหลังจากนั้นต้องยอมรับว่าเป็นลบกับ "อภิสิทธิ์" มากกว่า
หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้อาจถูกมองว่า "เทหมดหน้าตัก" แม้จะมีสมาชิกบางคนปฏิเสธและแย้งว่าถ้าหมดหน้าตัก คือ "ลาออกจากส.ส." เพื่อเดินเกมนอกสภาเต็มรูปแบบก็ตาม
แต่ไม่สามารถมองเป็นอื่นได้ เพราะการเมือง "ในสภา" พรรคประชาธิปัตย์ หรือฝ่ายค้าน ไม่สามารถสู้เกม "เสียงข้างในสภา" ได้ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อลงมติทุกเรื่องก็ "แพ้" เพราะรัฐบาลคุมเสียงข้างมากไว้ในกำมือ
หลายคนมองว่าพฤติกรรมการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ "เปลี่ยนไป" จากที่เคยเป็นเจ้าหลักการ แต่เหตุการณ์ในสภาที่ผ่านมามีสมาชิกประชาธิปัตย์บางคน "ทุ่มเก้าอี้" หรือบางครั้งก็ถูกมองว่าตีรวน อภิปรายเก็บละเอียดทุกคำพูดทุกมาตรา แต่ว่าทั้งหมดนี้คือ "ตัวตน" ของประชาธิปัตย์ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย
แต่ที่ทำให้คนเห็น "ความเปลี่ยน" ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนคือ สื่อที่มีความทันสมัย รวดเร็ว ทำให้ข้อมูลที่ในอดีตที่มีช่องทางผ่านแค่สื่อสิ่งพิมพ์ กับสื่อทีวี ได้เปลี่ยนไปในโลกโซเชียล มีเดีย ปัจจุบัน
ไม่ว่าใครจะพูดอะไร เพียงไม่กี่นาที คำพูดและภาพเหล่านั้นจะถูกนำเสนอขึ้นสู่โซเชียล มีเดีย ทันที!
และนี่คือ ข้อดีและข้อเสียของโลกโซเชียล ซึ่งคนเสพส่วนใหญ่เป็นชนชั้นปัญญาชนสามารถวิเคราะห์สิ่งที่ได้ยิน และเห็นได้
ไม่ว่าจะพูดในลักษณะให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวตลก ด้อยค่า หรือตีวัวกระทบคราด พูดโดยไม่เอ่ยชื่อใคร แต่คนอ่านหรือชมก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่า "ผู้พูด" กำลัง "สื่อ" ไปถึงใคร
บางคนมองว่าพฤติกรรมการเมืองของ "ประชาธิปตย์" ในขณะนี้เป็นการระบายความอึดอัดใจที่เกมในสภาสู้ไม่ได้ จึงหันมาจัดกิจกรรมเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงของตัวเอง เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับพรรคแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว
ดังนั้นหากได้ฟังการปราศัยของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ผ่านเวทีผ่าความจริง ถ้อยคำที่ใช้จะเป็นชุดคำพูดแบบไหนจะชกแบบซึ่งหน้า หรือว่าชกใต้เข็มขัด แฟนคลับก็ชอบใจอยู่แล้ว
แต่หากวันใดกลุ่มคนที่ไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์นำถ้อยคำบางช่วงบางตอนไปเผยแพร่ในโซเชียล มีเดีย ถ้อยคำเหล่านั้นจะกลับมาทำร้ายสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เอง
"ภูมิธรรม เวชยชัย" เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่า หากนำส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ กับพรรคเพื่อไทยแต่ละคนมายืนเปรียบเทียบกันในเรื่องความรู้ความสามารถ ส.ส.พรรคเพื่อไทยสู้ไม่ได้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อนำสมาชิกทั้งพรรคมาเปรียบเทียบกันพรรคประชาธิปัตย์จึงสู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้
จาก "เกมการเมือง" ที่ 2 ขั้วกำลังแย่งชิงอำนาจกันอยู่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประโยชน์
โดยเฉพาะในยุคข้าว(ขาย)ยาก หมากแพง ถึงเวลาที่ประชาชนต้องหันมาพึ่งพาตนเองมากกว่าการพึ่งพาหรือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือการเมือง อย่าใส่ใจเรื่องการเมืองมาก ให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจปากท้องเป็นเรื่องหลัก
ถึงเวลาที่คนไทยต้องเรียนรู้ระบบการเมือง เอาตัวและอารมณ์ออกมาจากความขัดแย้งการเมืองให้ได้ และดูพฤติกรรมของพรรคการเมือง 2 ขั้ว ที่แย่งชิงอำนาจกัน มีเรื่องของผลประโยชน์ มีกลยุทธ์สร้างความชอบธรรมในการควบคุมผลประโยชน์ของตัวเอง
ขณะเดียวกันถึงเวลาแล้วหรือยังที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับมาทบทวนการวางยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคใหม่ หลังจากมีเสียงสะท้อนจากพฤติกรรมทั้งในสภาและนอกสภา เพราะหากยังเดินการเมืองลักษณะนี้จะหามิตรการเมืองลำบาก ขาดท่อน้ำเลี้ยง เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาร่วมต่อสู้ด้วย
เพราะถ้ายังยืนยันสิ่งที่ทำมาถูกต้องเกมในสภาสู้หัวชนฝาไม่ชนะ ก็จัดเวทีคู่ขนานเพื่อบอกกล่าวกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่อประชาชน
จนเกิด "วาทกรรม" บนเวทีผ่าความจริง แม้จะบอกว่าไม่ได้หมายถึงใคร แต่ถ้าใครร้อนตัวรับไปก็ช่วยไม่ได้
หากจะมองว่า "วาทกรรม" ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่การระบายความอึดอัดที่มันแน่อยู่ในอก และต้องการยกออกแต่เสียงสะท้อนกลับได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน!
....................................
(หมายเหตุ : 'วาทกรรมอภิสิทธิ์'แค่แน่นอกจึงยกออก! : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @Somthawin_kcl)



