คอลัมนิสต์

หรือแค่เปลี่ยนเสื้อคลุมคนไม่เอาแม้ว

หรือแค่เปลี่ยนเสื้อคลุมคนไม่เอาแม้ว

17 ก.ย. 2556

หรือแค่เปลี่ยนเสื้อคลุมคนไม่เอาแม้ว : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

              การแถลงข่าวเปิดตัว สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 (สปท.56) หรือ People Assembly Reform Thailand (PART) เมื่อวันที่ 15 กันยายน ดูจะคึกคัก อุ่นหนาฝาคั่ง

              สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย เกิดขึ้นด้วยองค์กรแนวร่วมประชาชนกว่า 45 องค์กรจากหลายสาขา อาทิ วิชาการ กฎหมาย กลุ่มวิชาชีพ นักธุรกิจและนักศึกษา

              ดูแนวทางความเคลื่อนไหวแล้ว เหมือนจะเป็นกลุ่มใหม่ที่กำเนิดขึ้นเพื่อปฏิรูปประเทศไทยจริงๆ

              แต่พอดูหน้าค่าตาผู้คนที่มาร่วมงานแล้ว ยากที่จะมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวางเอาไว้เป็นเป้าหมายนั้นจะมีโอกาสเดินไปถึงหรือไม่

              บรรเจิด สิงคะเนติ, สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, อนุสรณ์ ศรีแก้ว, คมสัน โพธิ์คง, สุริยะใส กตะศิลา, ยรรยง เสรีรัตน์, ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์, ชัยพันธ์ ประภาสวัสดิ์, อําภา สันติเมทนีดล, ระวี มาศฉมาดล, สุริยนต์ สุวรรณวงศ์, พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์, อุทัย ยอดมณี, สมเกียรติ หอมละออ, สุพา ค้าสุจริต, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, พิภพ ธงไชย, สังศิต พิริยะรังสรรค์, นพ.วิชัย โชควิวัฒน, ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

              บุคคลที่ว่ามานั้นบางรายผู้คนทั่วไปอาจไม่คุ้นหน้า แต่รวมๆ กันแล้วก็เอาเป็นว่า เป็นการรวมพลคนไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แต่เดิมนั้นอาจจะกระจัดกระจายกันอยู่ แล้วมีการชุมนุมภายใต้ชื่อ กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ โดยที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็กระจัดกระจายแล้วอิหลักอิเหลื่อที่จะเข้าร่วม เพราะส่วนหนึ่งนั้นประดักประเดิดกับชื่อ "กองทัพประชาชน"

              การเปลี่ยนแปลงชื่อกลุ่มมองในอีกแง่มุมก็คือการปลดล็อกเปิดทางให้ "ใครต่อใคร" เข้ามาร่วมกันได้อย่างเต็มที่ !

              คนที่พูดถึงสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย แรกๆ นั้นคือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ตอนนั้นหวังว่า จะมีกลุ่มก้อนลักษณะนี้ มาดำเนินแนวคิดการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และปฏิรูปสังคม ให้เป็นรูปธรรม โดยให้มีตัวแทนจากประชาชนทุกสาขาอาชีพมาร่วมเสนอแนะแนวทางเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า

              แนวคิดของ ดร.อาทิตย์ แตกต่างจากสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ เพราะที่รัฐบาลทำนั้นเน้นในเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นักการเมือง นักวิชาการ ซึ่งทำให้ยากที่จะได้รับความเชื่อถือ เชื่อใจ เพราะล้วนแต่เป็นโครงข่ายนักการเมือง

              แต่ถึงแม้ว่า สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นและละม้ายคล้ายคลึงกับสภาปฏิรูปอันเดิมของ ดร.อาทิตย์ แต่เมื่ออยู่ในภาวะปัจจุบันนั้นยังต้องพิสูจน์กันอีกหลายบทว่าจะสามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเสื้อคลุมของกลุ่มคนไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ

              ซึ่งหาก สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ยังคงทำได้เหมือนที่กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ แสดงออกไปในก่อนหน้านี้ ประเทศไทยก็น่าจะยังคงย่ำอยู่กับที่ ความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็คงจะเป็นสิ่งที่รอกันต่อไป

              เพราะจะปฏิรูปบ้านเมืองได้อย่างไร ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับการมีอยู่ของอีกฝ่าย

              สำหรับการกำเนิดของ สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ในแง่มุมของ พ.ต.ท.ทักษิณ และบรรดาคนในแวดวงใกล้ชิดนั้น ยังคงเป็นเพียงแค่การเฝ้าจับตามอง แต่ยังคงไม่ให้ราคาถึงขั้นว่าจะสร้างปัญหาหรือเป็นอุปสรรคสำคัญจนทำให้รัฐบาลอยู่ลำบาก

              การปล่อยให้กลุ่มคนที่คิดเห็นแตกต่างนับเป็นการผ่อนคลายความเครียด เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมมาจนกลายเป็นพลังทำลายล้างทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า

              เช่นเดียวกับ "เขื่อนใหญ่" ที่ยังต้องปล่อยให้มีรูรั่วเพื่อให้มวลน้ำได้ปลดปล่อยพลังแรงดันน้ำออกไปบ้าง

              สิ่งที่ยังเป็นจุดกังวลของคนแดนไกล ยังคงเป็นเรื่องของการชุมนุมของเหล่าเกษตรกรชนิดต่างๆ

              แต่ถึงจะกังวล ก็ไม่ได้หมายความว่า จะปล่อยให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรชนิดต่างๆ เป็นไปโดยอิสระ การเจรจาต่อรองทุกรูปแบบ และจับจังหวะเคลื่อนไหวของแกนนำ จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังที่จะเห็นได้จากกรณีการชุมนุมของม็อบสวนยางพารา

              แต่สำหรับ สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยนั้น ช่วงนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นเพียงสะเก็ดดาวที่สว่างวาบแล้วดับวูบลงเท่านั้น !

.......................

(หมายเหตุ : หรือแค่เปลี่ยนเสื้อคลุมคนไม่เอาแม้ว : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)