คอลัมนิสต์

ระวังการทูตไทยจะสะดุดเท้าตัวเอง

ระวังการทูตไทยจะสะดุดเท้าตัวเอง

17 ก.ย. 2556

ระวังการทูตไทยจะสะดุดเท้าตัวเอง : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร

              ดูผิวเผิน การทูตไทยภายใต้ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีพลวัตมาก ไปโน่นมานี่ ไม่หยุดหย่อน สร้างภาพลักษณ์ที่โน่นที่นี่ น่าทึ่งให้แก่ประเทศไทย ที่น่าสนใจคือ ท้ายที่สุดแล้วผลเป็นรูปธรรมต่อประเทศชาติมีอะไรบ้าง มีใครรู้บ้าง? (นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปนอก 36 ครั้ง ค่าใช้จ่าย 69 ล้านบาท สงสัยนั่งอีโคโนมี เหลือเชื่อ)

              ในสองปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการทูตไทยมีมาตรการเชิงรุกมากกว่าสมัยก่อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อประเทศแปลกๆ ในแอฟริกาและยุโรป รวมทั้งสัมพันธ์ในด้านการค้าการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้น อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ก็ยังมีส่วนร่วม เพราะทำตัวเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศแฝงไปในตัว แล้วแต่โอกาส

              ลึกๆ รัฐบาลชุดนี้ต้องการขยายผลการเมืองภายใน ในฐานะที่ชนะการเลือกตั้งเพื่อโปรโมทพรรคเพื่อไทยในเวทีการเมืองโลก จึงไม่แปลกที่ยิ่งลักษณ์ไปพูดที่มองโกเลียเรื่องประชาธิปไตยในไทย ในสมัยของรัฐบาลประชาธิปัตย์การยอมรับจากต่างประเทศมีน้อยกว่ามาก เพราะกลไกการเมืองในไทยที่มีลักษณะพิเศษไม่เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศนั่นเอง

              รัฐบาลชุดนี้ได้มีการรณรงค์ทางด้านภาพลักษณ์ของไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งใช้เงินประชาสัมพันธ์จำนวนมหาศาล อย่างไรก็ดีภาพลักษณ์ดีและยั่งยืนของประเทศต้องสะท้อนภาพแท้จริงของสังคมให้ได้

              เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงการต่างประกาศเรื่องการรณรงค์หาเสียงเพื่อสนับสนุนไทยเข้าชิงตำหน่งสมาชิกไม่ถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงในอีกห้าปีข้างหน้า งานนี้ต้องถือว่าเป็นงานใหญ่ เป็นเรื่องหน้าตาประเทศแพ้ไม่ได้ ปีที่แล้วกัมพูชาพลาดท่าไป ไม่ได้รับเลือกทั้งๆ ที่อาเซียนให้การสนับสนุนเต็มที่ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่สมาชิกอาเซียนสมัครแล้วไม่ได้ ถือเป็นบทเรียนอันเจ็บแสบของกัมพูชา

              ในช่วงห้าปีข้างหน้า สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน จะถืออะไรเป็นแก่นสารไม่ได้ สัมพันธ์มหาอำนาจต่างๆ ก็จะมีการวิวัฒนาการที่แปลกออกไปจากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ฉะนั้นนโยบายการทูตไทยต้องคงเส้นคงวาให้มากที่สุด และมีความต่อเนื่อง มิฉะนั้นจะสร้างความสับสนให้แก่ต่างประเทศ

              ประเด็นสำคัญไทยต้องความสนใจคือ เรื่องการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ไทยมีบันทึกข้อมูลที่ไม่ค่อยตรงไปตรงมา เวลาทำประชาสัมพันธ์ รัฐบาลจะพูดจาสวยหรู แต่พอถึงเวลาปฏิบัติ ไม่เคยทำได้อย่างที่คุย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปรองดอง การปฏิรูปทางด้านการเมืองที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการกดดันเสรีภาพสื่อและใช้อำนาจรัฐรังแกภาคประชาสังคมที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

              ประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ ในอดีตไทยมีฐานะดีมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ไทยจะสมัครเป็นสมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ และดูเหมือนจะสมัครอีกครั้งหนึ่งในอนาคต

              อีกเรื่องคือ การที่ไทยชอบเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามามีส่วนไขปัญหาในประเทศ ในอดีตเรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีการนำไฟนอกเข้ามาในบ้านมากเป็นพิเศษ มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ที่ผ่านมาจะเห็นว่าไทยเราไม่ได้เตรียมหรือทำการบ้านดีพอ ทำให้เสียโอกาส

              ในการเจรจาสันติภาพภาคใต้ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้กำหนดทิศทางการเจรจาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งมาเลเซียและกลุ่มบีอาร์เอ็นกลายเป็นตัวชงลูกให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นคนเล่น ฝ่ายรัฐบาลเองกลัวว่ากระบวนทั้งหลายทั้งปวงจะพังทลาย จึงไม่แปลกที่ฝ่ายรัฐบาลตอนนี้กลายเป็นผู้ปกป้องบีอาร์เอ็นอย่างเต็มตัว เพื่อให้อยู่ในกรอบเจรจาต่อไป
ปีหน้าไทยจะมีแผนริเริ่มนำแอฟริกามาไทยเพื่อพัฒนาสัมพันธ์รอบด้าน นอกจากจีนและญี่ปุ่น ไทยจะเป็นประเทศที่สามที่มีแผนการใหญ่กระชับความร่วมมือไทยกับ 54 ประเทศในแอฟริกา ลึกๆ ไทยต้องการเสียงสนับสนุนในกลุ่มนี้ในอีกห้าปีข้างหน้า นอกจากนั้นไทยต้องการพลังงาน ทรัพยากร รวมทั้งหินมีค่าเข้ามาป้อนอุตสาหกรรมหมื่นล้านของไทย
ไทยต้องระวัง บางครั้งเราชอบรับปากมากมายต่อประเทศเหล่านี้จนเกินขีดความสามารถของเราเองจะตอบสนองความต้องการของแอฟริกาได้ทั้งหมด ยังจำได้ปี 2003 ตอนไทยส่งผู้แทนเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ไทยได้คำมั่นสัญญาต่อประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเสียงสนับสนุน ปรากฏว่าเวลาผ่านไปหลายปี ไทยยังไม่สามารถทำตามที่สัญญาไว้
รัฐบาลชุดนี้ ถ้าไม่ระวังจะสะดุดเท้าตัวเองในด้านการทูตแน่นอน ชอบพูดอย่างทำอย่าง บางเรื่องต่างประเทศจับไม่ได้ แต่บางเรื่องต่างประเทศรู้ดี ฉะนั้นต้องปรับตัวและวิธีคิดอย่างเร่งด่วน