คอลัมนิสต์

พอกันทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

พอกันทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน

17 ก.ย. 2556

พอกันทั้งรัฐบาล-ฝ่ายค้าน : บทบรรณาธิการประจำวันที่17ก.ย.2556

              การสลายการชุมนุมม็อบยางพาราที่บริเวณแยกควนหนองหงษ์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช อาจดูเหมือนว่าเป็นการประสบความสำเร็จของการใช้อำนาจรัฐ หลังจากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับประกันราคายางพารามานานหลายวัน และมีการเจรจาต่อรองกันหลายหน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อเรียกร้องดูเหมือนจะไม่ตรงกับความสามารถในการดูแลของฝ่ายรัฐบาลในแทบทุกครั้ง จนทำให้ถูกมองว่า การชุมนุมครั้งนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมือง

              ว่ากันตามจริงแล้ว สิ่งที่รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบนั้นก็ถือได้ว่า "มาก" พอสมควรแล้วสำหรับสินค้าการเกษตรประเภทนี้ นั่นคือ 1.ยางพาราทุกต้นที่ปลูกในประเทศไทยต้องได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล และ 2.ครอบครัวหรือผู้ที่ลงทะเบียน ในวงเงิน 2,520 บาทต่อไร่ และมีสิทธิ 12 ไร่ ซึ่งเป็นการชดเชยมากจนน่าเป็นห่วงเช่นกันว่า รัฐบาลจะดำเนินการเช่นนี้ไปได้นานแค่ไหน เพราะด้วยสภาพทางการคลังของรัฐบาลเองก็ไม่น่าจะอยู่ในภาวะที่พร้อมจะอุ้มราคายางพาราได้นานนัก อีกทั้งสินค้าการเกษตรประเภทอื่นก็จ่อคิวที่จะประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด มันสำปะหลัง แม้กระทั่งข้าว ที่น่าจะยังมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่ใกล้ครบกำหนดวันสิ้นสุดโครงการ

              แนวโน้มที่เกษตรกรจะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา เพื่อให้ได้ราคาเป็นไปตามที่ต้องการของเกษตรกรนั้น ในอนาคตน่าจะเกิดขึ้นกับพืชผลการเกษตรทุกชนิด ภายใต้เหตุผลว่าด้วยความเท่าเทียมกัน และรัฐบาลเองก็ยากที่จะปฏิเสธต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น เต็มที่ควจะทำได้เพียงแค่ว่า ให้มากให้น้อยเท่านั้น ปัญหาก็คือ รัฐบาลจะทำอย่างไร เมื่อรู้อยู่ว่าวันโลกาวินาศนั้นมันจะต้องมาถึง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มปรากฏเค้าลางขึ้นมาแล้วจากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด เพราะใช้เงินไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท แต่กลับขายข้าวออกไปเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะเดียวกันข้าวที่รับจำนำมาก็เสื่อมค่าลงทุกวัน ขายเมื่อไหร่ ขาดทุนเมื่อนั้น

              ปัญหาการสร้างค่านิยมที่แปลกแปร่งให้เกิดขึ้นแก่เกษตรกรไทยว่า รัฐบาลจะเป็นผู้รับประกันสินค้าการเกษตรกำลังกลายเป็นยาพิษที่เกษตรกรทั้งหลายพากันเสพติดจนยากที่จะถอนตัว เพราะเมื่อชุมนุมเรียกร้องแล้วได้กันถ้วนหน้า และที่ว่าได้นั้นก็ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มเกษตรกรเท่านั้น หากแต่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่างก็พากันได้ลาภ ทั้งที่ในความเป็นจริงว่ากันตามกลไกการค้าแล้ว "ลาภ" ที่ว่านั้นไม่น่าจะใช่ลาภที่พึงมีพึงได้ หรือหากจะได้ ก็ไม่น่าจะเป็นจำนวนที่มากมายขนาดนั้น หากแต่ที่ได้มาเพราะความผิดปกติที่รัฐบาลใช้การเมืองไปบริหารระบบเศรษฐกิจการเกษตร

              เรื่องนี้จะโทษว่าฝ่ายรัฐบาลฝ่ายเดียวก็คงจะไม่ถูกต้องนัก ฝ่ายค้านเองก็โดดไปเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยอ้างว่าเกษตรกรเหล่านั้นจะต้องได้รับความเป็นธรรม ซึ่งก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า ความเป็นธรรมที่ว่านั้น หาใช่ความถูกต้องที่ต้องอิงกับกลไกการตลาด แต่เมื่อรู้ว่ารัฐบาลบริหารสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวด้วยวิธีการทางการเมือง ก็เลยใช้การเมืองเข้ามาย้อนเกล็ดรัฐบาล ด้วยการไปร่วมเรียกร้องความเป็นธรรมตรงจุดนั้น โดยที่ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลนั้นคงไม่ทันคิดว่า ขณะที่ใช้เวทีพืชผลการเกษตรห้ำหั่นกันนั้น กว่าจะรู้ผลแพ้ชนะบ้านเมืองก็คงจะยับเยินไปหมดแล้ว