
การแสดงออกทางปัญญา
การแสดงออกทางปัญญา : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2556
ย่อมมีความเห็นไปต่างๆ นานา สำหรับภาพกลุ่มนักศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมตัวกันแสดงพลังคัดค้านการให้ประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ ที่บริเวณ ต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ผ่านเวที "ประชุมรับฟังความคิดเห็นและกำหนดขอบเขตแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ" หรือ Pubic Scoping อย่างเช่นที่ปล่อยข่าวกล่าวหากันว่า นักศึกษาเป็นพวกหัวรุนแรงก่อความไม่สงบ สร้างภาพให้ดูเสมือนเจ้าหน้าที่จะใช้ความรุนแรง แถมยังเลยเถิดไปถึงขนาดที่ว่า นักศึกษากลุ่มนี้ได้รับการจ้างวานจากผู้สูญเสียประโยชน์ ขณะที่ความเห็นในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กไม่น้อยมองว่า เป็นการแสดงออกอันควรค่าแก่การยกย่องสนับสนุน เพราะคนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้แสดงพลังแห่งวัย ปกปักรักษาสิทธิของชุมชน และสภาพแวดล้อมอันเป็นสมบัติล้ำค่าโดยรวมของประเทศชาติ
สำหรับเรื่องราวแต่เดิมมานั้น ชาวบ้านในหลายตำบลใน จ.เลย ซึ่งตกเป็นพื้นที่เป้าหมายประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำ ได้แสดงปฏิกิริยาต่อต้านการเปิดเหมืองขึ้นที่นี่ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น กระบวนการทำแร่ต้องใช้สารเคมีที่ชื่อว่า ไซยาไนด์ ซึ่งเป็นพิษภัยโดยตรงต่อมนุษย์และสัตว์ ทั้งทางการสูดดมและสัมผัส ขณะที่การขุดเจาะลงไปในแหล่งแร่ทำให้เกิดกากจากการถลุงแร่จำนวนมาก ซึ่งของเสียเหล่านี้ถูกบรรทุกผ่านชุมชนรายรอบ อันยังไม่นับรวมสถานที่ทิ้งกาก ที่ล้วนแต่ถูกบรรจุอยู่ในความเคลือบแคลงสงสัยของชาวบ้านทั้งสิ้น เช่นนี้แล้ว การปรากฏตัวขึ้นของเหล่าบรรดาปัญญาชนจาก 2 สถาบันอุดมศึกษา จึงไม่น่าจะมีเรื่องของเบื้องหลังของผลประโยชน์อื่นใดมากไปกว่าการปกป้องสิทธิของชาวบ้านผู้กำลังทุกข์ร้อนต้องการที่พึ่งพิง
เป็นเวลาเนื่องกันมานับทศวรรษ ที่พลังของขบวนการนิสิตนักศึกษาอ่อนล้า ระโหยโรยราลงเป็นลำดับ กระทั่งกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงออกให้สังคมได้รับรู้หลายๆ อย่าง ล้วนกระเดียดไปทางสนองความเป็น "ปัจเจก" หรือกระทั่งตกต่ำถึงระดับ เน้นบันเทิงสันทนาการล่องลอยไปตามกระแสทุนนิยม หลงลืมความเป็น "ปัญญาชน" โดยนัยที่แสดงคุณค่าออกทางการมีส่วนร่วมในการผลักดันภารกิจต่างๆ ในสังคมในฐานะของคนรุ่นใหม่ผู้จะเข้ามารับไม้ต่อจากคนรุ่นหลัง และแสดงออกทางปัญญาผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และขับเคลื่อนไปพร้อมความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถม อันล้วนอยู่คนละฟากกับการเพรียกหาเสรีภาพของเปลือกนอก และฉาบฉวยอย่างที่เกิดขึ้นคู่ขนาน
ในปี 2563 สังคมไทยจะเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมของคนชรา อันหมายความว่า ได้เวลาปลดระวางของกลุ่มประชากรปลายยุค "เบบี้บูม" หรือเกิดในราว พ.ศ.2507 ขณะที่พลังขับเคลื่อนสังคมไทยที่จะเข้ามาทดแทนก็ล้วนแต่เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาว ผู้ได้แสดงออกผ่านกิจกรรมแตกต่างกันไป ดังที่ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ทั้งที่ จ.เลย และในแวดวงมหาวิทยาลัยใหญ่ในมหานคร โจทย์ใหญ่ของสังคมยามนี้จึงน่าจะอยู่ที่การเพ่งพินิจพิเคราะห์ไปยังการส่งต่อภารกิจทางปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น หาใช่การแสดงออกอย่างผิวเผินที่เห็นกันอยู่ดารดาษในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการการเมือง อันคลาคล่ำไปด้วยผู้สูงวัย พ้นยุค ตกสมัย และคร่ำครึ



