คอลัมนิสต์

เศรษฐกิจวัวพันหลัก

เศรษฐกิจวัวพันหลัก

13 ก.ย. 2556

เศรษฐกิจวัวพันหลัก : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 13 กันยายน 2556

            เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคม 2556 โดยสรุปว่า อยู่ในระดับ 79.3 ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน และเป็นการลดลงติดต่อกัน 5 เดือน จากผลกระทบการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ อย่างเช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน  อีกทั้งประชาชนยังกังวลเรื่องค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งในส่วนของการปรับราคาก๊าซหุงต้ม ค่าทางด่วนและค่าไฟฟ้าในคราวเดียวกัน ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องลดปริมาณการจับจ่ายซื้อหาลง ผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ทำให้ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายหันไปกู้เงินนอกระบบ หรือใช้วิธีประหยัด ซื้อเฉพาะสิ่งของจำเป็นพร้อมกับลดรายจ่ายลง

            หอการค้าไทยระบุว่า ประชาชนมีความวิตกกังวลกับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเรื่องภาวะเศรษฐกิจซึ่งซึมเซามาหลายเดือนที่คาดว่าจะกลับสู่ช่วงขาขึ้นได้ยาก และสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้เศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ กลับต้องเตรียมที่จะปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ในระดับ 4-4.5% เป็น 3.5-4% ขณะที่กูรูทางด้านเศรษฐกิจวิเคราะห์ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือแสดงความวิตกกังวลกับตัวเลขการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะโงหัวขึ้นได้ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากมหาอุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยแทบทุกหมวดชะงักงัน อย่างเช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่โรงงานถูกน้ำท่วม นอกจากนี้สินค้าเกษตรอย่างกุ้ง ก็เจอปัญหาโรคระบาด และการส่งออกข้าวที่ลดลงอย่างมากอันเป็นผลมาจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล

            อย่างไรก็ตาม เมื่อการส่งออกสินค้าหลักๆ ของประเทศทั้งหมวดอุตสาหกรรมและการเกษตรมีปัญหา จึงมีความพยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาให้ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วยการมาตรการอัดฉีดการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวกระตุ้น โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้เลือกใช้วิธีการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี แต่ผลที่ได้รับกลับไม่ได้เป็นไปดังคาด จึงเหลือความหวังอยู่ที่การอัดเงินกระตุ้นเข้าไปอีก 7 แสนล้านบาท พร้อมกันนั้น ก็หมายมั่นปั้นมือว่าจะเร่งรัด 2 อภิมหาโปรเจกท์ให้เดินหน้าได้ในเร็ววัน ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาท และโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม 2 ล้านล้านบาท โดยที่โครงการแรกนั้น รัฐบาลโดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำลังเร่งลงพื้นที่ประชาพิจารณ์ ขณะที่โครงการหลังกำลังจะเข้าพิจารณาในสภาในวาระ 2-3

            กระนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า ตลอดเส้นทางของ 2 โครงการหาได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคขวากหนามยังมีอีกมากมาย ทั้งในแง่ของเทคนิคทางกฎหมาย และความเห็นของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกันอยู่เป็นระลอก เช่นนี้แล้ว เป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนจึงริบหรี่ลงทุกที โฟกัสจึงถูกปรับไปที่รัฐบาลและทีมงานด้านเศรษฐกิจว่าจะมีแผนการรับมือภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังกลายเป็นปัญหาวัวพันหลักอย่างไร ขณะที่ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปก็ต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกเอาไว้แต่เนิ่นๆ โดยไม่ตื่นตระหนักจนเกินไปเพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายเกินจริง