คอลัมนิสต์

ติดหล่มประชานิยม

ติดหล่มประชานิยม

12 ก.ย. 2556

ติดหล่มประชานิยม : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ก.ย.2556

               กรณีกลุ่มเกษตรกรสวนยางชุมนุมเรียกร้องช่วยเหลือราคายางพาราตกต่ำ และเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 2 ครั้ง ที่แยกควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช และที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ล่าสุด ครม.มติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ หรือ กนย. เสนอเพิ่มเงินช่วยเหลือปัจจัยค่าผลิตแก่เกษตรกรปลูกยางพารา จาก 1,260 บาท เป็น 2,520 บาทต่อไร่ จำกัดจำนวนไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556-31 มีนาคม 2557 รวม 7 เดือน โดยไม่เข้าไปแทรกแซงหรือชดเชยราคา ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด และใช้งบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ประมาณ 2.12 หมื่นล้านบาท ทำให้เกษตรกรสวนยางพอใจและยอมยุติการก่อม็อบลงไปได้ รวมเวลาในการกดดันและต่อรองกับรัฐบาลถึง 19 วัน

               ในระหว่างเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อให้ได้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล มีการหยิบยกนโยบายของรัฐขึ้นมาเปรียบเปรยว่า ดำเนินการในเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรต่างมาตรฐานกัน โดยเฉพาะการนำโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่เป็นนโยบายหาเสียงไว้แต่แรกมาเปรียบเทียบกับการเรียกร้องของชาวสวนยาง เพราะการปฏิบัติแตกต่างกัน รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศก็เดินหน้าอนุมัติให้โครงการรับจำนำข้าวและเพิ่มราคารับจำนำถึงตันละ 15,000 บาท ช่วงที่ถูกท้วงติงทั้งจากฝ่ายค้านและนักวิชาการในเรื่องการรักษาระเบียบวินัยทางการเงินการคลัง แต่รัฐบาลก็ไม่ใส่ใจมีเหตุผลมาหักล้าง และพร้อมนำเงินงบประมาณกว่า 2 แสนล้านมาใช้ในโครงการ และจนถึงบัดนี้การแจกแจงตัวเลขต่างๆ ทั้งปริมาณข้าวที่สต็อกไว้ การขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ได้เงียบหายไป

               มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลเลือกปฏิบัติให้ชาวนาได้ เพราะต้องการดึงเป็นฐานเสียงของรัฐบาล แต่กับชาวสวนยางมีท่าทีแข็งกร้าว ต้องใช้การรวมพลังทั่วประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรสวนยางภาคใต้ ที่ไม่ใช่ฐานเสียงของรัฐบาล จนในที่สุดการเรียกร้องสำเร็จผลได้ในระดับหนึ่ง แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงไป แต่หลายฝ่ายกลับมีความกังวลว่า นี่คือตัวอย่างของการที่นำเอาประชานิยมมาเล่นในเกมการเมือง เมื่อรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวได้ ทางเกษตรกรกลุ่มอื่นเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ย่อมต้องการความเสมอภาคและการช่วยเหลือเช่นกัน ซึ่งการอุดหนุนแทรกแซงดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศจะเป็นเช่นไร เพราะพวกหนึ่งได้พวกอื่นก็ต้องได้เช่นกัน ด้วยภาวะดังกล่าวจึงเท่ากับรัฐบาลกำลังติดหล่มประชานิยมที่ตัวเองนำมาใช้

               ขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นก็เตรียมเคลื่อนขบวนเรียกร้องด้วย ที่ปรากฏให้เห็นแล้วคือ เกษตรกรไร่ข้าวโพดที่ จ.พะเยา และใช้รูปแบบเดียวกับม็อบยาง คือ การปิดถนนเส้นทางจราจร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลประกันหรือชดเชยราคา ยังดีที่ว่าทางจังหวัดเข้าเคลียร์ได้เร็ว แต่ปัญหาของกลุ่มไร่ข้าวโพดก็ยังคุกรุ่นรอวันรวมพลัง ดังนั้นเมื่อรัฐบาลกล้าใช้นโยบายประชานิยมกับพืชผลการเกษตร โดยไม่สนใจว่าจะทำให้เกิดการบิดเบี้ยวของกลไกการตลาด ไม่กลัวว่าจะกระทบการคลังประเทศ เมื่อกลุ่มเกษตรกรอื่นเรียกร้องบ้าง โดยยกเอาความเดือดร้อนเช่นกัน คงไม่เป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลจะปัดความรับผิดชอบ แต่จะเป็นภาวะอันหนักหน่วงที่ต้องบริหารจัดการให้ดี และมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอีกด้วย