
อย่าระแวงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
อย่าระแวงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน : กระดานความคิด โดยสุภาภรณ์ คล้ายคลึง
นโยบายของรัฐในหลายเรื่องสำคัญและกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในปัจจุบัน ไม่น่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผูกขาดอยู่ในเวทีรัฐสภา หรือถูกผูกขาดเล่นกันเฉพาะบทบาทของนักการเมืองเท่านั้น เพราะโดยตรรกะ นโยบายทุกเรื่องล้วนก่อผลกระทบไปทั้งองคาพยพประเทศ
ในด้านการเมืองรัฐบาลกำลังเดินสายสร้างปฏิรูปการเมือง ขณะที่ด้านเศรษฐกิจบรรดาโครงการลงทุนสำคัญก็กำลังจะขับเคลื่อน อาทิ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งนอกจากจะกระตุ้นความเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีผลกระทบที่จะเกิดตามมาในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาที่ดิน เนื่องจากยังมีประชาชนอีกมากที่ยังมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและบรรดาโครงการลงทุนเหล่านี้ก็จะต้องขยับเข้ามาแย่งที่ดินกับชาวบ้านอีกทางหนึ่ง หรือการเปิดเสรีการค้า ซึ่งจะกระทบต่อปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เพราะบรรดาสินค้าโดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรหากเราถูกชักจูงโดยราคาถูกในเบื้องแรก แต่ระยะยาวต้องพึ่งพาอย่างไม่มีทางปลดแอกนั่นก็ย่อมทำให้ความเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำของไทยสูญเสียไป เพราะเกษตรกรก็จะต้องล่มสลายหากไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น
การขับเคลื่อนของภาคประชาชน จึงเกิดขึ้นคู่ขนานอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในปีนี้ภาคประชาชนหลายส่วนเปิดเวทีเกาะติดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างองค์กรที่เป็นองค์กรภาคประชาชนและมีกฎหมายรองรับอย่างสภาองค์กรชุมชนซึ่งมีการประชุมระดับชาติ ในวันที่ 11-12 กันยายน 2556 ก็ยังคงเคลื่อนไหวประกาศข้อเสนอเชิงนโยบายต่อตนเองและรัฐบาล ในประเด็นที่คาบเกี่ยวกันอย่างยิ่ง ดังปรากฏข้อเสนอในปี 2555 ใน 3 เรื่องหลัก คือการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น
น่าสนใจคือ ที่ผ่านมาข้อเสนอเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐ !
โดยนัยจากปรากฏการณ์นี้ก็คือ ความจริงใจของรัฐที่จะเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีจริงแค่ไหน หากพิจารณาจากท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาลและจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นบวกจริงหรือไม่
ทั้งนี้หากติดตามและประเมินบทบาทของภาคประชาชน ผ่านสภาองค์กรชุมชนก็น่าจะพอมองเห็นแนวโน้มว่า สภาองค์กรชุมชนคงจะเดินบทบาทของตัวเองอย่างคู่ขนานไปกับการขับเคลื่อนของภาครัฐ เพื่อสร้างการถ่วงดุลมากกว่าที่จะรอการเปิดทางเรียกออกมาจากท่าทีของรัฐบาล
เพราะในทางการเมืองแล้ว ฝ่ายการเมืองมักนิ่งเฉยและเดินหน้าโดยอาศัยหลักการตัวแทนประชาชนทำไปโดยลำพัง หากภาคประชาชนอยู่ในสภาวะไม่ขยับ
การประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับชาติในปีนี้ จึงเริ่มเห็นท่าทีชัดเจนว่า จะมีการหนุนเสริมองค์กรเจ้าภาพที่เป็นภาคในการจับประเด็นต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเฉพาะกับประเด็นการปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลพยายามเดินสายกันอยู่นั้น ในทางข่าวจะเห็นแต่บุคคลที่เป็น Elite ทั้งๆ ที่การปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นเรื่องความพร้อมของภาคประชาชนเป็นหลัก
“เราพร้อมสนับสนุนองค์กรเจ้าภาพที่ติดตามตรวจสอบเรื่องนโยบายรัฐต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อชุมชน” นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ ระบุ
ขณะที่ประเด็นปฏิรูปการเมืองนั้นภาคประชาชนต้องการขับเคลื่อนขยายไปถึงการปฏิรูปประเทศ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ระบุว่า “การปฏิรูปที่ผ่านมาเรารู้ เพราะชาวบ้านบอกเลยว่า การปฏิรูปที่จะสำเร็จไม่ใช่นายอานันท์ ปันยารชุน หรือหมอประเวศ แต่ประชาชนเป็นผู้ปฏิรูป ซึ่งประชาชนจะปฏิรูปใน 3 ระดับ คือ การปฏิรูปตัวเอง การปฏิรูปในระดับองค์กร และการปฏิรูปในระดับนโยบาย เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปคราวนี้ ที่ผมเสนอคือให้ทำสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา คือทำในเรื่องยากๆ โดยฝ่ายการเมืองเป็นคณะกรรมการปฏิรูป มีนายกฯ เป็นประธาน และมีเครือข่ายประชาชน กลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้”
แรงตรวจสอบของภาคประชาชนผ่านสภาองค์กรชุมชนนี้ ไม่สามารถมีข้ออ้างในเรื่องการเมืองหนุนหลัง หากแต่เป็นพลังของภาคประชาชนตามแนวโน้มของสังคมโลกที่เปลี่ยนไปว่า การกระจุกตัวของอำนาจมีแต่จะนำไปสู่ความเสื่อม หากกระบวนทัศน์ของรัฐไม่เปลี่ยน โดยโยงทุกเรื่องเข้าสู่การเมือง
น่าเชื่อว่า การปิดกั้นจะนำไปสู่การระบายออกอย่างพลุ่งพล่านตามท้องถนนไปทุกหย่อมประเทศ
................
(หมายเหตุ : อย่าระแวงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน : กระดานความคิด โดยสุภาภรณ์ คล้ายคลึง)



