คอลัมนิสต์

โอนอำนาจส.ว.ถอดนักการเมืองให้ศาลฎีกา

โอนอำนาจส.ว.ถอดนักการเมืองให้ศาลฎีกา

11 ก.ย. 2556

โอนอำนาจส.ว.ถอดนักการเมืองให้ศาลฎีกา : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @somthawin_kcl

               การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ผ่านมา 11 วัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าบ้านเมืองในขณะนี้ปัญหาเร่งด่วนของรัฐสภาคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.เท่านั้น ปัญหาปากท้องของประชาชนกลายเป็นเรื่องท้ายๆ แทบไม่ได้รับการใส่ใจ

               ที่ผ่านมาภาพบรรยากาศการประชุมส่วนใหญ่ก็มีแต่การโต้เถียงขณะที่ฝ่ายค้านยึด "ทฤษฎียื้อ" ฝ่ายรัฐบาลยึด "ทฤษฎีปิดอภิปราย" ไม่ได้สร้างสรรค์ให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทางที่ดีในสายตาของประชาชน

               "เสรี สุวรรณภานนท์" อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ ในฐานะสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2539 และสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มองว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของรัฐสภาในครั้งนี้ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์ตกอยู่กับนักการเมือง

               "การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ไม่ได้มีการแก้ไขเรื่องอำนาจ หน้าที่ของ ส.ว. ดังนั้นอำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตมีโอกาสเป็นปัญหาสูง เพราะเมื่อแก้ไขให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งแล้ว ในทางการเมืองทั้ง ส.ส.และ ส.ว.จะมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกัน มีความเกรงใจกัน เพราะการแก้ไขครั้งนี้เป็นการเอาใจ ส.ว.ในปัจจุบัน การทำงานพิจารณากฎหมายต่อไปจะทำงานอย่างไร เช่น พ.ร.บ.งบประมาณ, พ.ร.บ.นิรโทษกรรม, เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท กฎหมายเหล่านี้เชื่อว่า ส.ว.ส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุน ลักษณะนี้ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน" อดีต ส.ว.กล่าว

               สำหรับแนวทางแก้ไขเรื่องอำนาจการถอดถอนของ ส.ว. ที่อาจมีปัญหาในอนาคต "เสรี" เสนอว่า ต่อไปนี้เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรโอนไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้ถอดถอน แต่ในกรณีศาลฎีกากระทำความผิดก็ให้ ส.ว.เป็นผู้ถอดถอน เป็นการคานอำนาจกัน และเป็นเรื่องดีที่จะโอนอำนาจการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางเมืองไปให้ศาลฎีกา เพราะว่าการตัดสินหรือวินิจฉัยของศาลจะยึดหลักฐานเป็นสำคัญเรื่องการกลั่นแกล้งเป็นไปได้ยาก

               ที่ผ่านมา ส.ว.เลือกตั้งส่วนใหญ่ถูกมองว่ามีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง "เสรี" ยอมรับว่า เป็นธรรมดา แต่รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้กำหนดให้มี ส.ว.สรรหา เข้ามาเพื่อมาคานอำนาจ ส.ว.จากการเลือกตั้งที่มองว่ามีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน เพราะส.ว.สรรหา ส่วนใหญ่มีความเป็นอิสระสูง จึงไม่เกรงใจฝ่ายการเมือง จนบางครั้ง ส.ว.สรรหา ถูกมองเป็นฝ่ายค้านในสภาสูง

               "การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งหน้าอาจทำให้ ส.ว.สรรหา เสียเปรียบ ส.ว.เลือกตั้งที่มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองท้องถิ่น หรือพรรคการเมือง เพราะ ส.ว.สรรหา ไม่มีคะแนนจัดตั้ง ยกเว้นแต่ช่วงนี้อาจต้องให้สัมภาษณ์สื่อ และออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อบ่อยขึ้น เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยกับหน้าตา และเป็นการเพิ่มคะแนนนิยมความสนใจในการทำงานให้มากขึ้น" อดีต ส.ว.กทม.

               สำหรับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ที่รัฐสภากำลังพิจารณาและมติผ่านมาถึงมาตรา 9 ที่ฝ่ายค้านเรียกว่า "สภาผลัดกันเกาหลัง" ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ระหว่าง ส.ว.และ ส.ส. โดยกฎหมายฉบับนี้ ส.ส.เป็นผู้ยื่นแก้ไข แต่เมื่อมีการลงมติ โดยมี ส.ว.ได้ร่วมลงมติสนับสนุนด้วย เรื่องนี้ "เสรี" บอกว่าน่าจะเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 เรื่องผลประโยชน์ขัดกัน

               "มาตรา 122 ระบุว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ถือว่ารัฐธรรมนูญ 50 ลงรายละเอียดไว้ลึกมาก ดังนั้น ส.ว.ที่ลงมติสนับสนุนสุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ถ้าไม่ให้มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน ต้องเขียนบทเฉพาะกาล ห้ามส.ว.ชุดปัจจุบันลงเลือกตั้งครั้งหน้า" อดีต ส.ส.ร.ปี 2539 และปี 2550 กล่าว

...........

(หมายเหตุ : โอนอำนาจส.ว.ถอดนักการเมืองให้ศาลฎีกา : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @somthawin_kcl)