
ผู้นำข้าราชการยุคใหม่
ผู้นำข้าราชการยุคใหม่ : กระดานความคิด โดยไพศาล อินทสิงห์ ม.นเรศวร
ใครที่เป็นข้าราชการ 1 ตุลาคม นี้ ก็จะได้ผู้นำคนใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการแต่งตั้ง โยกย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่ง ถือเป็นการจัดทัพ จัดทีมประจำปีของรัฐบาล
โดยเฉพาะกระทรวง กรม จังหวัดที่ผู้นำเกษียณอายุ ทราบจากสื่อว่า กันยายนนี้ มี 8 ปลัดกระทรวง 48 ซี 10 เกษียณอายุ (รวม 56 ท่าน) ไม่ธรรมดา
เปลี่ยนปลัดฯ อธิบดี ผู้ว่าฯใหม่ ข้าราชการในฐานะผู้ปฏิบัติ ก็คงต้องปรับตัว ปรับใจ (อาจไม่ถูกใจในผู้นำใหม่ ก็เป็นไปได้ หรืออย่างไร) แต่ที่แน่ๆต้องปรับการทำงาน เพื่อทำงานให้เข้ากับผู้นำให้ได้ และให้ดีด้วย
ทำงานเข้ากับผู้นำไม่ได้ ก็จบเห่เอวังกันเท่านั้นเอง ใช่มั๊ย
ขณะที่ผู้นำคนใหม่ ก็ต้องเข้าใจข้าราชการ(บ้าง) มิใช่ขึ้นเป็นผู้นำแล้ว ไม่สนใจใคร จะทำอย่างไรก็ได้ จะดีหรือไม่ ประการใด หากผู้นำยุคใหม่จะใส่ใจใกล้ชิดเป็นกันเองกับลูกน้องข้าราชการในทุกระดับชั้น ไม่ถือเนื้อถือตัว ถือเขา ถือเรา โดยเฉพาะกับระดับล่าง ซึ่งมักถูกมองข้ามเพิกเฉยไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้นำเท่าที่ควร
หลายๆท่าน 4 ปีในวาระบริหารอาจไม่เคยพูดจาทักทายผู้ปฏิบัติระดับล่างเลย ต่างคนต่างอยู่ ปิดห้องเงียบกริบ สั่งการผ่านบันทึกข้อความตราครุฑสุดทางการ ไม่ใช่เพื่อน(ร่วมงาน) ไม่เหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่รู้สึกอบอุ่นผูกพัน ทำงานด้วยหน้าที่ ไม่ได้ทำด้วยใจ
เปลี่ยนจากการใช้อำนาจ(สั่งการ) มานำด้วยศรัทธา(จูงใจ)บ้างดีมั๊ย
อย่าลืมว่า ผู้ปฏิบัติงานตัวจริง ก็คือ ระดับล่างนี่ล่ะ ลงไม้ลงมือ เหงื่อไหลไคลย้อย เป็นกลไกสำคัญหนึ่งของกระบวนการขับเคลื่อนงานนโยบายไหลลื่น ลื่นไหล ส่งผลให้นโยบายบรรลุเป้าหมาย
ไม่เชื่อ ลองไปดูโรงพยาบาลสิ ดึกๆดื่นๆก็ได้พยาบาล ชุดเหลือง ชุดฟ้า ทำให้นโยบายสาธารณสุขบรรลุเป้าหมาย หรือไปดูเจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านตรวจตามถนน ดึกดื่นค่อนคืน ก็ได้ตำรวจ ทหารที่อยู่เวรยาม ทำให้นโยบายยาเสพติดบรรลุเป้าหมาย ฯลฯ
ผู้นำข้าราชการยุคใหม่ ควรให้ความสำคัญกับข้าราชการมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำอย่างไรจึงจะยกระดับในการสร้างขวัญ กำลังใจให้สูงขึ้น และเป็นรูปธรรม ดูแลความเป็นอยู่ รับรู้สารทุกข์สุกดิบ ช่วยเหลือนำพา แก้ไขปัญหาทั้งเรื่องงาน รวมถึงส่วนตัว(ตามความจำเป็นและเหมาะสม) ลงมือกระทำจริง มิเพียงพูดให้ดูดี แล้วก็ผ่านไป
มิใช่ใช้งานอย่างเดียว ควรเหลียวแลสัมพันธภาพ ส่งเสริมการทำงานให้สนุก มีความสุขกับการทำงาน เช่น ทุกวัน 10.30 น.ให้เบรคจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์(ตั้งงบไว้) รีแลกซ์คุยกันบ้าง สัก 20 นาที จะไปคุยเรื่องอะไร นอกจากเรื่องงาน อาจมีละครทีวีเมื่อคืนบ้าง ไม่เห็นผิดกฎกติกามารยาทตรงไหน หากทำได้ องค์กรกระทรวง กรม จังหวัด จะเป็นดั่งบ้านหลังที่สองที่น่าอยู่
เช้าขึ้นมาออกจากบ้าน(ที่อยู่อาศัย) ก็ไปบ้าน(ที่ทำงาน)
เย็นเลิกงานออกจากบ้าน(ที่ทำงาน) ก็กลับบ้าน(ที่อยู่อาศัย)
มิเพียงดูแลข้าราชการ ดูแลประชาชนด้วย เพราะความสำเร็จ หรือล้มเหลวของการทำงานโครงการใดๆอยู่ที่ประชาชน อันเป็นปลายทางนโยบาย
ข้าราชการ เป็นผู้นำนโยบายอันเป็นต้นทางไปสู่การปฏิบัติ
ให้ต้นทางไปบรรจบกับปลายทางอย่างเหมาะสม ลงตัว ตอบโจทย์ความต้องการ ฉะนั้น การเป็นข้าราชการจึงมีหน้าที่เกื้อกูลหนุนนำประชาชน นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต ทั้งคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ กินดีอยู่ดีของประชาชน สังคม ซึ่งมาจากนโยบายด้านต่างๆของรัฐบาล นั่นเอง
ทำอย่างไรจึงจะดูแลสารทุกข์สุกดิบทั้งข้าราชการและประชาชนให้เหมาะสม พอเหมาะ พอดี เพราะคน(ข้าราชการ)กับงาน(ที่ทำให้ประชาชน)คู่กัน โดยเครื่องมือหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องนำมาใช้ นั่นคือ การสื่อสารประชาสัมพันธ์(PR) เพื่อที่จะติดต่อสื่อสารกับข้าราชการ และประชาชน ไม่ใช้ไม่ได้ ถ้าไม่ใช้ อาจเข้าไม่ถึง ไม่ทั่วถึงและไม่ครอบคลุม
เช่น ผู้นำสื่อสารนโยบาย ทำความเข้าใจถึงความร่วมมือในการทำงานกับข้าราชการระดับสูงในองค์กรกระทรวง กรม หรือจังหวัด
ขณะเดียวกัน ผู้นำสื่อสารนโยบาย ทำความเข้าใจถึงความร่วมมือในการทำงานกับข้าราชการระดับปฏิบัติหรือระดับล่างด้วย มองข้ามละเลยไม่ได้ เป็นผู้นำขาดมือทำงานได้ที่ไหน ถ้าไม่ใช่ระดับล่างแล้วจะเป็นใคร
ติดต่อสื่อสารกับข้าราชการ นั้นง่ายเพราะอยู่ในกระทรวง กรมเดียวกัน ใช้การสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายใน
ติดต่อสื่อสารกับประชาชน อาจยาก เพราะอยู่ในที่ต่างๆ ในเมือง ต่างจังหวัด อำเภอรอบนอก ชนบทท้องถิ่นห่างไกล ใช้การสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายนอก บูรณาการใช้สื่อต่างๆอย่างไร จัดไป ยิ่งเจอปัญหาอ่อนการประชาสัมพันธ์ ยิ่งจัดเต็ม เพื่อสื่อสารนโยบายเข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด
เข้าถึงเท่าใด นโยบายสำเร็จเท่านั้น
ใครเป็นข้าราชการผู้ปฏิบัติงานพีอาร์ อย่าให้ผู้นำถามหา หรือรอให้เชิญ แต่ชิงเข้าพบ แนะนำตัว สร้างความรู้จัก ต้องพีอาร์ตนเอง ชี้ให้เห็นถึงความพร้อมในการใช้พีอาร์สนับสนุนการบริหารงานของผู้นำ ขณะเดียวกัน ใช้โอกาสนี้ขอทราบนโยบาย ทิศทางและความต้องการพีอาร์เพียงใด ประมาณไหน เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการทำพีอาร์
ทั้งนี้ เพราะผู้นำและพีอาร์ จะต้องทำงานคู่ขนานกันไปตราบเท่าที่นั่งบริหารองค์กร ทำอย่างไรให้มองตา รู้ใจ สู่เป้าหมายพีอาร์ที่ต้องการ มิใช่นึกอะไรได้ค่อยทำ ปล่อยให้ผู้นำมานั่งทำงานผ่านไป 1-2 สัปดาห์แล้วยังไม่เห็นพีอาร์ ถ้าอย่างนั้นคงลำบาก
มิเพียงใช้พีอาร์เป็นเครื่องมือนำนโยบายเข้าถึงประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเป็นเครื่องมือรับฟังปัญหาความต้องการของประชาชนอีกด้วย
ปัญหาประชาชนวันนี้ใช่จะง่าย เพราะปัญหาก็พัฒนาตัวของมันเอง ยากขึ้น หนักขึ้น รุนแรงขึ้นตามสถานการณ์เปลี่ยนแปลงของโลก
ปัญหารุนแรงเท่าใด พีอาร์จำเป็นเท่านั้น เป็นข้าราชการพีอาร์ ก็ต้องพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวเองเช่นกัน ยิ่งล่วงรู้ปัญหาเร็ว ยิ่งได้เปรียบ เพราะจะได้เร่งแก้ไข หรือหาทางออก ก่อนที่จะวิกฤตบานปลายออกไปแล้วแก้ไขได้ยาก
อยู่ที่กลวิธี ความพลิ้ว มองข้ามช็อต เหนือชั้น อ่านขาดของทีมพีอาร์เพียงใด แก้ไขเร็ว พีอาร์เร็ว ก็จบเร็ว
จบเร็วเท่าใด เข้าตา(รัฐบาล)เท่านั้น
เข้าตาเท่าใด ได้คะแนนเท่านั้น ปีหน้ารัฐบาลจัดทัพ จัดทีมเมื่อใด จากผู้ว่าฯ อธิบดี ก็มีโอกาสขึ้นปลัดกระทรวง
จากปลัดกระทรวง ก็มีโอกาสเทียบเชิญเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อมีการปรับ ครม.ก็เป็นไปได้และเป็นจริงแล้ว เช่น ท่านยรรยง พวงราช เป็นต้น
จากอธิบดี เป็นรัฐมนตรีก็มีให้เห็น เช่น ท่านเบญจา หลุยเจริญ เป็นต้น
เป็นรัฐบาลย่อมต้องการผลงาน ไม่ต้องการมือทำงาน จะให้ต้องการอะไร ต้องการมือทำงานจะให้หาที่ไหน ถ้าไม่ใช่ผู้นำข้าราชการ
เป็นรัฐบาลรอบนี้ ก็หวังเป็นรัฐบาลรอบหน้า จะเป็นรัฐบาลรอบหน้าได้ ต้องมีผลงานรอบนี้ก่อน จะมีผลงานรอบนี้ได้ ต้องมีผลงานผู้นำข้าราชการก่อน
อยู่ที่การนำข้าราชการอย่างไร.!
เป็นบางเหลี่ยมมุมผู้นำข้าราชการยุคใหม่ .!!
--------------------
(หมายเหตุ : ผู้นำข้าราชการยุคใหม่ : กระดานความคิด โดยไพศาล อินทสิงห์ ม.นเรศวร)



