คอลัมนิสต์

เหมืองทองคำจ.เลยบทพิสูจน์รัฐบาล

เหมืองทองคำจ.เลยบทพิสูจน์รัฐบาล

10 ก.ย. 2556

เหมืองทองคำจ.เลยบทพิสูจน์รัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 10 ก.ย.2556

               ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ในที่สุดแล้วโปรเจกท์ยักษ์การบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาทนั้นจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร เพราะมีการตีความคำสั่งศาลแบ่งออกเป็น 2 ทาง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า รัฐบาลจะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และรายงานผลกระทบต่อสุขภาพชุมชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และจนถึงวันนี้ ยังไม่เห็นความคืบหน้าอย่างชัดเจนอยู่นั้น อีกฟากหนึ่งชุมชนและองค์กรเอกชน ตลอดจนนักศึกษา ก็ก่อตัวต่อต้านโครงการเหมืองทองคำ โดยที่ยังไม่ได้ทำรายงานผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

               เมื่อวันที่ 8 กันยายน กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประชุมรับฟังความคิดเห็นและกำหนดขอบเขตแนวทางการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เพื่อประกอบการขอประทานบัตรแปลงที่ 76/2539 ของบริษัททุ่งคำ จำกัด เพื่อแสดงเจตจำนงคัดค้านกระบวนการดังกล่าว แต่ถูกปิดกั้นจากตำรวจกว่า 600 นายไม่ให้เข้าร่วมเวที กลุ่มคนเหล่านั้นจึงได้เลือกใช้วิธีให้ข้อมูลกับชาวบ้าน ต.นาโป่งถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ

               เว็บไซต์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้เผยแพร่รายงานวิชาการ เรื่อง ไซยาไนด์กับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ โดย ปาริษา จารุวาระกูล ระบุในตอนหนึ่งของบทนำว่า "ปัจจุบันมีบริษัทเอกชน 2 รายได้เปิดดำเนินการผลิตทองคำในเชิงพาณิชย์ คือ บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด โดยการใช้สารไซยาไนด์ในขั้นตอนการแต่งแร่ ซึ่งจากประสบการณ์การทำเหมืองแร่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่การระเบิดหิน การแต่งแร่และการประกอบโลหกรรม ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุล และไม่อาจฟื้นคืนสภาพดังเดิมในระยะเวลาสั้น ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ตามมา"

               การเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่และกลุ่มนักศึกษาทั้งสองมหาวิยาลัย จึงไม่อาจละเลยเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องให้บริษัทที่จะยื่นขอประทานบัตรต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และแสดงให้ชาวบ้านซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบโดยตรงได้รับรู้ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการทำเหมืองแร่ทองคำในถิ่นที่อาศัยของพวกเขา รัฐจะต้องใช้กลไกที่ส่วนที่มีอยู่อำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มชาวบ้านให้เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น ไม่ใช่การปิดกั้นหรือมองว่านั่นคืออุปสรรคในการที่จะเดินไปสู่ความก้าวหน้า

               ก่อนที่จะกลับไปดูโปรเจกท์ยักษ์โครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท เหมืองทองคำ จ.เลย จะเป็นบทพิสูจน์การทำหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะบริหารจัดการอย่างไร กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน ใครที่ต้องจ่าย ใครที่จะต้องเสียสละ และเหตุผลใดที่คนเหล่านั้นจะต้องเสียสละจากเหตุผลว่า เพื่อคนส่วนใหญ่ ขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะเหลือบสายตาไปมองความทุกข์ยากของพวกเขา