คอลัมนิสต์

ราคาสินค้าเกษตร

ราคาสินค้าเกษตร

09 ก.ย. 2556

ราคาสินค้าเกษตร : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 9 กันยายน 2556

            การชุมนุมประท้วงของเกษตรกรชาวสวนยางมีแนวโน้มว่าจะจบลงด้วยราคาสุดท้ายที่สองฝ่าย คือ ภาครัฐ และตัวแทนเกษตรกรเห็นพ้องกัน ที่กิโลกรัมละ 90 บาท สำหรับยางแผ่นรมควัน หลังจากที่เกษตรกรชาวสวนยางยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ 1.ให้รัฐบาลชดเชยราคายางกิโลกรัมละ 90 บาท ตามที่ตกลงไว้ภายใน 7 วัน โดยนับจากวันเสาร์ที่ 7 กันยายน ถึงวันที่ 13 กันยายน 2.รัฐบาลต้องผลักดันให้ราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท ให้ได้ภายใน 3-4 เดือน 3.รัฐบาลต้องเรียกเก็บเงินสงเคราะห์การทำสวนยางที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออก หรือเงินเซสส์ (CESS) เหมือนเดิม และ 4.รัฐบาลต้องไม่เอาผิดผู้ชุมนุมในทุกพื้นที่ หากไม่ทำตามข้อเรียกร้องเครือข่ายจะชุมนุมแบบดาวกระจายในทุกจังหวัด เพื่อกดดันและขัดขวางการส่งออกยางของประเทศ เช่น การชุมนุมปิดด่าน หรือเส้นทางส่งออก

            เป็นที่ทราบกันดีว่า ราคายางพาราได้เริ่มตกต่ำลงมานานนับปีแล้ว จากที่เคยทำราคาสูงสุดถึงกิโลกรัมละ 120 บาท เมื่อปี 2554 ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นยุคทองของราคายางพาราเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ ตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนที่ภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลง เท่ากับว่า ราคายางพาราผูกติดกับระบบตลาดหรืออุปสงค์-อุปทานล้วนๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าหากรัฐบาลไม่มีกลไกที่แข็งแรงรอบด้านเพียงพอ ปัญหาราคายางพาราตกต่ำก็จะกลับมาพร้อมกับการชุมนุมเรียกร้องของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซงราคาสำหรับสินค้าเกษตรตัวอื่น อย่างเช่นโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตร ก็จะเกิดข้อเปรียบเทียบที่นำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องไม่รู้จบ

            จากตัวเลขสถิติการปลูกยางพาราทั่วประเทศระบุเอาไว้ว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 18,461,231 ไร่ ขณะที่ภาคใต้ซึ่งปลูกยางพารามาแต่ดั้งเดิมนั้น มีพื้นที่ปลูก 11,906,882 ไร่ หรือกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่ปลูกในภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก กลับมีมากขึ้นทุกปี เพราะมูลค่าและราคายางพาราเป็นแรงจูงใจ โดยเฉพาะราคาเมื่อปี 2554 ถือเป็นตัวเร้าให้พื้นที่ปลูกยางขยายออกไปแบบไม่รู้จบ โดยมูลค่ายางพารานับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2556 มีมากถึง 596,123.61 ล้านบาท ซึ่งจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เช่น การบุกรุกทำลายป่า ฯลฯ

            สินค้าเกษตรสำคัญๆ มีอยู่หลายกลุ่มและมีความแตกต่างกัน บางกลุ่มเป็นสินค้าตามฤดูกาล เช่น พืชผักผลไม้ ที่จะมีปัญหาราคาตกต่ำแทบทุกครั้งที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจนเกินความต้องการของตลาด หรือตลาดตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อค้าคนกลาง บางกลุ่มเป็นสินค้าที่ผลิตภายใต้การควบคุมด้วยระบบชลประทาน เช่น ข้าวนาปรัง ฯลฯ บางกลุ่มเป็นพืชผลจากอุตสาหกรรมการเกษตรหรือเกษตรเชิงเดี่ยวที่อยู่ในอุ้งมือของนายทุน เช่นนี้แล้ว รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องวิเคราะห์โครงสร้างของราคาโดยละเอียด พร้อมกับหารูปแบบที่จะทำให้ได้ราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ กิ่งพันธุ์ ระยะเวลาการปลูก เพื่อจัดวาง "ราคากลาง" ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค ซึ่งสุดท้ายแล้ว สินค้าเกษตรทุกกลุ่มก็จะยั่งยืน เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ ไม่มี "พืชการเมือง" อีกต่อไป