คอลัมนิสต์

พลังภาคประชาชน

พลังภาคประชาชน

06 ก.ย. 2556

พลังภาคประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2556

              เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่น่าสนใจและสมควรจับตามองเป็นอย่างยิ่งขึ้นที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยพวกเขาได้รวมตัวกันเพื่อขับเคลื่อนพลังการต่อสู้กับภาครัฐภายใต้ธงนำการสัมมนาที่ชื่อ "มนุษย์-สังคม และภาคประชาสังคม : อีสานท่ามกลางกระแสการพัฒนา" ทั้งนี้ ภาคประชาชนในเวทีแห่งนั้นมีความเห็นสอดคล้องกันว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 จะบัญญัติเอาไว้ว่า การจัดทำโครงการจะต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ)เสียก่อน หากแต่ที่ผ่านมานั้น กลับปรากฏว่า มีนักวิชาการจำพวกขายจิตวิญญาณ รับจ้างบริษัทเอกชนผู้รับเหมาก่อสร้าง จัดทำอีไอเอเทียมขึ้นมาเพื่อตบตาและให้โครงการผ่านไปได้ โดยไม่คำนึงว่าจะสร้างความเสียหายแก่ชาวบ้านอย่างไร

              การรวมพลแสดงพลังโดยสันติที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามครั้งนี้ แม้จะดูเงียบเชียบในแง่ของประเด็นข่าวและการนำเสนอ หากแต่โดยเนื้อหาสาระแล้ว พวกเขาเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของอีกหลายประชาคมทั่วประเทศ ที่กำลังอยู่ในประสบการณ์ร่วม เพราะสิ่งที่ทุกพื้นที่กำลังจะต้องเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ภายใต้โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง วงเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท เพราะทั้ง 2 อภิมหาโปรเจกท์ที่ว่านี้ กระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง และมีจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์ในทางบวกหรือทางลบก็ตาม อย่างเช่น การแสดงปฏิกิริยาคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำ และเขื่อนหลายแห่ง ในหลายพื้นที่ ขณะที่ราษฎรในภาคกลางบริเวณลุ่มน้ำแม่กลอง ท่าจีน และเจ้าพระยา ก็ออกมาต่อต้านแผนการก่อสร้างทางระบายน้ำหรือฟลัดเวย์กันอย่างแข็งขัน

              จะว่าไปแล้ว สำหรับโครงการก่อสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ระหว่างการทำอีไอเอ เพราะส่วนใหญ่เป็นโครงการเก่าของกรมชลประทานที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้ประมูลโครงการผนวกเอางานก่อสร้างเหล่านี้เข้าไปอยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อยื่นประกวดราคากับรัฐบาล จึงดูประหนึ่งว่า มี "วาระซ่อนเร้น" ที่จะรวบหัวรวบหาง ผลักดันโครงการทั้งหมดไปในคราวเดียวกัน แต่ผลกลับตาลปัตร เพราะการนำโครงการเล็กๆ มามัดรวมกัน กลับช่วยปลุกเร้าให้ภาคประชาชนตื่นตัวมากยิ่งขึ้น สุดท้าย ประชาคมหลายพื้นที่ประกาศต่อต้านเข้มแข็งกว่าเดิม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าหากประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารกันอย่างทั่วถึงแล้ว พวกเขาก็พร้อมออกมาแสดงพลังเพื่อปกป้องสิทธิอันพึงได้รับการปกป้องตามรัฐธรรมนูญ

              การแสดงออกของภาคประชาชนในทุกหย่อมหญ้า ตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ให้นี้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกฝ่ายพึงตระหนักว่า การจะทำโครงการใดก็ตามไม่ว่าเล็กหรือใหญ่จะต้องมีความโปร่งใส ผ่านความเห็นชอบจากผู้ที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องไม่ฉ้อฉลหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยการว่าจ้างนักวิชาการทำผลสำรวจลวงโลกขึ้นมา เช่นนี้แล้ว โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาท จึงจะอำนวยประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่