
จับตาทบทวนที่มา'สภาผัวเมีย'
จับตาทบทวนที่มา'สภาผัวเมีย' เสียเวลาไม่ว่าเสียหน้าเรื่องใหญ่! : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ทางออก "พรรคเพื่อไทย" ในการเดินหน้า "แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา" หลังจาก "ศาลรัฐธรรมนูญ" มีคำวินิจฉัยแก้ไขทั้งฉบับอาจมีปัญหา แม้ทางพรรคเพื่อไทยจะยืนยันว่า "คำวินิจฉัย" ของศาลเป็นเพียงข้อเสนอแนะ แต่เพื่อความไม่ประมาทหากมีผู้ไปร้องจึงตัดสินใจ "แก้ไขรายมาตรา" แต่ใช่ว่าจะง่ายแม้เสียงในสภาจะท่วมท้นก็ตาม
มีการตั้งข้อสังเกตว่า "พรรคเพื่อไทย" เลือกที่จะแก้ไขเกี่ยวกับที่มาและวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว.เป็นฉบับแรก จากที่มีมติแก้ไขเพิ่มเติม 3 ฉบับ จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ "พรรคเพื่อไทย" เลือกที่จะแก้ไขเรื่อง "การเมือง" มากกว่าเรื่องที่เกี่ยวโยงกับ "การบริหารบ้านเมือง" เช่น พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 กรณีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
เนื่องจาก "สมาชิกวุฒิสภา" ที่มาจากการเลือกตั้ง 76 คน จะหมดวาระในวันที่ 2 มีนาคม 2557 การที่ "พรรคเพื่อไทย" เลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาและวาระการดำรงตำแหน่งของส.ว.ก่อน น่าจะมีนัยทางการเมืองแอบแฝงอยู่
ขณะที่ "สมาชิกพรรคเพื่อไทย" ประกาศชัดเจนว่าจำเป็นต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็น "นโยบายพรรค" ที่หาเสียงไว้กับประชาชน
ดังนั้น ภาพการโต้แย้งในห้องประชุม "คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ... เกี่ยวกับการแก้ไขที่มาและวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว." จึงมีออกมาให้เห็นเป็นระยะ
และเมื่อเข้าสู่การประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่ว่าด้วยที่มาของส.ว.ที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่อง "เวลา" จึงเห็นการอภิปรายของ "ฝ่ายคัดค้าน" ทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มส.ว.สรรหา ที่ดูเหมือนดึงเกม "ยื้อเวลา"
จนบางเรื่องการโต้แย้งของ "สมาชิกฝ่ายค้าน" ก็ค้านสายตาสังคมที่เฝ้าติดตามการประชุมอยู่หน้าจอโทรทัศน์ด้วยเช่นกัน
ขณะที่ "แกนนำพรรคประชาธิปัตย์" บางคนก็บอกว่าเป็นวิธีการดึงเกมให้ประชาชนได้รู้ให้มากที่สุด เพราะอะไรที่จบเร็วประชาชนรู้น้อย จบช้าประชาชนได้ติดตาม
การอภิปรายของที่ประชุมร่วมรัฐสภาในประเด็นที่มาของส.ว. มาตรา 3 จากเดิม 150 คน มาจากการสรรหา 74 คน และการเลือกตั้ง 76 คน ได้แก้ไขให้เป็นส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดจำนวน 200 คน โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งมีการอภิปรายยาวนาน แต่ที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันคือ มาตรา 5 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.
โดยร่างที่ผ่านกรรมาธิการได้ "ปลดล็อก" ลักษณะต้องห้ามคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งหมด
คือ ตัดข้อความที่ระบุว่า "ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, ตัดคำว่า “เคยเป็น สมาชิกหรือเคยดำรงตำแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิก หรือการดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน 5 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง", ตัดคำว่า “เคยเป็น ส.ส.และพ้นจากการเป็น ส.ส.มาแล้วไม่เกิน 5 ปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง”, ตัดถ้อยคำว่า “เคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน 5 ปี”
การตัดถ้อยคำดังกล่าว เท่ากับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ส.ว.ชุดปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้งส.ว.ได้ทันทีที่หมดวาระ และคนใกล้ชิดจากที่เคยเป็นข้อห้ามก็จะลงสมัครได้เช่นกัน จึงเกิดเสียงวิจารณ์ว่า ร่างที่ผ่านกรรมาธิการจะทำให้ "สภาสูง" กลายเป็น "สภาผัว เมีย-สภาเครือญาติ"
เมื่อเจอกระแสต่อต้านจึงมีข่าวออกมาว่า "คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ... เกี่ยวกับการแก้ไขที่มาและวาระการดำรงตำแหน่งของ ส.ว." ที่มี "สามารถ แก้วมีชัย" ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกรรมาธิการ ทบทวนเรื่องนี้
"นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์" ส.ส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ปฏิเสธเรื่องนี้ พร้อมชี้แจงว่าเป็นเพียงข่าวเท่านั้น เพราะในกรรมาธิการยังไม่ได้พูดคุย ทางกรรมาธิการจะตัดสินใจหลังจากฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาในห้องประชุมก่อน
"ทางกรรมาธิการจะประเมินเสียงสมาชิกจากห้องประชุมเท่านั้น เพราะในประเด็นนี้มติที่ประชุมกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการ ทุกคนเห็นว่าทุกเรื่องควรให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ที่ประชุมมีมติอย่างไรก็ตามนั้น ขณะนี้สังคมส่วนใหญ่ไม่มีใครฟังใคร ไหนๆ จะเดินหน้าแก้ไขแล้วก็ควรลุยต่อ ทางออกที่ดีที่สุดเราควรคืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสินดีกว่า ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยกับร่างกรรมาธิการ เวลาเลือกตั้งก็ไม่เลือกคนเหล่านี้เข้ามา"
"นพ.เชิดชัย" บอกว่า หากร่างกฎหมายผ่านกรรมาธิการมาแล้วน้อยมากที่จะกลับไปทบทวนหรือแก้ไขอีก เพราะทุกเรื่องผ่านการโหวตในที่ประชุมมาแล้ว หากแก้ไขเท่ากับไปใช้ของเก่า หากนับเครือญาตินักการเมืองก็มีกันทุกพรรค มีทั้งส.ส.และส.ว.ตระกูลเทือกสุบรรณ, เวชชาชีวะ และอีกหลายตระกูล ถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นถ้าประชาชนเลือกก็ต้องให้สิทธิประชาชนในฐานะผู้ตัดสิน
ดังนั้น หากฟังจากน้ำเสียงของ "นพ.เชิดชัย" น่าจะพอคาดเดาทิศทางกรรมาธิการเกี่ยวกับการทบทวนมาตรา 5 ที่มาของ "สภาผัวเมีย" จะออกมาแบบไหน เพราะกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นว่าถ้าแก้ไขก็เท่ากับไปใช้ของเก่า นอกจากเสียเวลาแล้วที่สำคัญคือ "เสียหน้า !"
...............................
(หมายเหตุ : จับตาทบทวนที่มา'สภาผัวเมีย' เสียเวลาไม่ว่าเสียหน้าเรื่องใหญ่! : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



