คอลัมนิสต์

ปราบม็อบ:ผลงานเดียวที่โดดเด่นของตำรวจ?

ปราบม็อบ:ผลงานเดียวที่โดดเด่นของตำรวจ?

04 ก.ย. 2556

ปราบม็อบ:ผลงานเดียวที่โดดเด่นของตำรวจ? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

              ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่พอใจที่มีต่อการบริหารงานของรัฐและประสบการณ์จากการแสดงความไม่พอใจผ่านวิธีการชุมนุมประท้วงในที่สาธารณะที่มีจำนวนมากขึ้น และบ่อยครั้งในห้วงเวลา เกือบทศวรรษที่ผ่านมาคือสภาวะที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่ผ่านมาในรูปแบบของการใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

              การใช้ความรุนแรงในการตอบโต้ต่อกันจนถึงขั้นละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายและละเลย เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนกลุ่มอื่นนั้นทำให้ตำรวจผู้ที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยภายในสังคมจำเป็นต้องเข้าควบคุมเพื่อให้สังคมกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

              การแสดงบทบาทของตำรวจในเงื่อนไขสังคมเช่นนี้ส่งผลให้ผู้ชุมนุมมีทัศนคติเชิงลบต่อการทำหน้าที่ของตำรวจ...ในทุกยุคทุกสมัย ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้ตำรวจตกอยู่ในฐานะของมวยรองหรือจำเลยของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะข้อหา "ตำรวจเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ”

              ภาวะของมวยรองในบริบทเช่นนี้ทำให้ตำรวจปรับปรุงพัฒนายุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในการบริหารจัดการควบคุมฝูงชนที่มีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วง ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเอง จนดูเหมือนว่า ยุทธศาสตร์ด้านควบคุมฝูงชนที่นำโดย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ดูจะมีประสิทธิภาพและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วโดดเด่นกว่าทุกยุทธศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมถึงยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมก็ยังมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในทางปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเท่ากับยุทธศาสตร์การควบคุมฝูงชน

              สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจมากมาย การบำบัดทุกข์บำรุงสุขโดยมีเป้าหมายในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมายที่มีความสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะให้ความสำคัญและมีผลการดำเนินงานที่เข้มแข็งไม่น้อยกว่าภารกิจการควบคุมฝูงชน ดังนั้น การถอดบทเรียน จากความสำเร็จในการควบคุมฝูงชนด้วยความคิดที่ แหลมคม ชัดเจน และลึกซึ้ง รอบด้านและส่งเสริมสนับสนุนให้ภารกิจด้านอื่นๆ ได้รับปัจจัยการบริหารเช่นเดียวกันอาจทำให้ผลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความโดดเด่นชัดเจนมากขึ้น...อีกทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับภารกิจด้านอื่นๆ ของตำรวจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการควบคุมการชุมนุมประท้วงต่อต้านการบริหารงานรัฐบาลแต่เพียงเท่านั้น

              พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แสดงผลการบริหารงานโดยสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในแบบของผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สร้างและพัฒนาระบบการสั่งงานและติดตามงานอย่างเข้มแข็งตลอดห้วงเวลาของการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์การ ถึงแม้ว่าจะมีเสียงกระทบกระเทียบเปรียบเปรยของผู้ใต้บังคับบัญชาส่วนหนึ่งว่า "ชอบบี้มด” แต่ทุกเสียงก็ยอมรับในความตั้งใจ มุ่งมั่นการทำงาน และขยันขันแข็งของผู้นำ "เรื่องบริหารงานสุดยอด แต่เรื่องบริหารให้คนดี คนมีความสามารถได้รับความก้าวหน้ายังสงสัย" เสียงของตำรวจจำนวนไม่น้อยที่ยังกังขาว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนนี้จะสามารถทำให้คนดีได้ดีจริงหรือ?

              ข้อสงสัย เคลือบแคลงใจอาจลดลงได้หากผู้นำในระดับรองๆ ลงมาจนกระทั่งถึงระดับกองบัญชาการที่ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งแล้วนั้นแสดงให้เห็นเชิงรูปธรรมว่ามีผลงานและมีความสามารถตามตำแหน่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ที่ได้รับการแต่งตั้งด้วยเช่นเดียวกับผลงานที่ปรากฏอย่างชัดเจนของ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวประชา รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในเรื่องการควบคุมฝูงชน

              ในขณะที่ตำรวจส่วนใหญ่ในเวลานี้มุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการรักษาความสงบภายในจากการควบคุมการชุมนุมให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยแล้วนั้น ตำรวจส่วนใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังลุ้นอย่างใจจดใจจ่อกับการแต่งตั้งระดับรองผู้บัญชาการจนถึงระดับผู้บังคับการที่เลื่อนมาในช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ว่า...คนดีจะได้ดีหรือพลังของตั๋วกับตังค์จะยังคงมีอิทธิพลมากกว่าการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งตามนโยบายของผู้นำตำรวจกันแน่?

              ที่แน่ๆ...ไม่เพียงแต่ตำรวจกลุ่มนี้ที่กำลังวิ่งด้วยความหวาดหวั่นและลุ้นแต่เพียงเท่านั้น หากแต่กระแสของความแรงของ ตอในโลกของตำรวจ (ซึ่งหมายถึงตั๋วและตังค์) ได้สร้างความหวั่นไหวไปจนถึงระดับสารวัตรแล้วในขณะนี้ นี่คือ บริบทของการบริหารจัดการที่มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจและมีผลอย่างมากของการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมีกำลังตำรวจที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวอย่างที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว มุ่งหวังไว้หรือไม่?

              ถึงแม้จะรู้ว่า อำนาจของผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีขอบเขตและข้อจำกัด แต่ก็ยังหวังว่า ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนใจผู้มีอำนาจตัวจริงให้เห็นความสำคัญกับการสร้างระบบคุณธรรมในโลกของตำรวจให้เกิดขึ้นให้จงได้ ถึงแม้รู้ว่าหวังไม่ได้ แต่ก็ยังแอบหวัง!!