
ประชาธิปไตยแบบ'ไทยสไตล์'
ประชาธิปไตยแบบ'ไทยสไตล์' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ภายหลังงานเสวนา ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรีนนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพแล้วเชิญวิทยากรระดับ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ อดีตประธานาธิบดี และผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สภาพของเจ้าภาพดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
แม้เรื่องนี้จะเป็นยุทธศาสตร์การดึงเอาต่างประเทศมาสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่การบริหารภายในประเทศ ที่กำลังพยายามเรียกคนให้เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองตามแผนที่วางไว้ เป๊ะๆ ก็ตาม
แต่ความเสี่ยงมันอยู่ตรงที่ว่า บรรดาแขกที่เชิญมาล้วนแต่ระดับโลกทั้งนั้น
การจะพูดจาโน้มน้าว หรือล็อบบี้ให้เชื่อ ให้พูดตามที่อยากให้พูด จึงเป็นเรื่องที่มันเกินกำลังจริงๆ
ที่สำคัญ คนระดับนี้ใช่ว่าจะจู่ๆ แล้วไปร้องขอให้เขาพูด โดยที่ไม่ทำการบ้านมาเลยนั้น เขาไม่ทำกันหรอก
มันเสียยี่ห้อ !
ผลที่ออกมาก็เลยเหมือนรัฐบาลถูกสอนให้รู้หลักของประชาธิปไตยเสียมากกว่า
เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เอาเฉพาะแค่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ใช่เอาแค่ว่า เสียงข้างมากลากไป
แต่เป็นประชาธิปไตยที่เสียงข้างมากต้องพร้อมเคารพเสียงข้างน้อย
เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่พร้อมจะอยู่ร่วมกับส่วนน้อยอย่างเคารพซึ่งกันและกัน
แต่เอาเถอะ ความจริงเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่นั่นอย่างเดียว เป้าสำคัญนั้นอยู่ที่ความเคลื่อนไหวของม็อบสวนยางที่ดูเหมือนว่าจะยึดครองพื้นที่ข่าวยาวนานเกินไป และมีแนวโน้มว่าจะยืดเยื้อขยายปัญหาเพิ่มมากขึ้น
ชาวสวนยางนัดชุมนุมใหญ่คล้ายกับว่าจะปิดประเทศในวันที่ 3 กันยายนนี้
หน่วยข่าวประเมินแล้ว หากว่าเดินทางมาชุมนุมกันที่กรุงเทพมหานคร ก็ไม่น่าจะมีเรื่องราวใหญ่โตอะไร
หน่วยข่าวสีกากีถึงกับประเมินว่า น่าจะมากันไม่น่าจะเกิน 2,000 คน
แต่เพื่อความไม่ประมาท มีการระดมกำลังตำรวจนครบาลไปป้องกันทำเนียบรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 4 กองร้อย ตำรวจสันติบาลที่เป็นเจ้าภาพดูแลสถานที่ก็เพิ่มกำลังอารักขาทำเนียบด้วยเช่นกัน
ม็อบจะแรงหน่อยก็น่าจะที่เดิม จ.นครศรีธรรมราช โอกาสที่จะไหลเรื่อยมาปิดถนนเพชรเกษม มีความเป็นไปได้ แต่อาจจะยากหน่อย
แต่ที่ต้องจับตามองอย่าได้กะพริบตานั้น ดูเหมือนรัฐบาลจะเล็งไปที่ชาวสวนยางภาคอีสาน ที่นัดกันว่าจะไปรวมกันที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
ม็อบยางภาคอีสานต้องดูกันเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่โดยตรงของพรรครัฐบาล
การชุมนุมที่นครศรีธรรมราช จึงถูกอธิบายถึงการดูอยู่ห่างๆ ว่า การชุมนุมของผู้ชุมนุมมีการป้องกันอย่างเข้มแข็ง
แต่ความเป็นจริงก็คือ การปิดถนนคนที่เดือดร้อนก็คือคนในพื้นที่ด้วยกันเอง แถมเป็นฐานเสียงของพรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์อีกต่างหาก
เพราะฉะนั้นหากเกิดความรุนแรงขึ้นที่ อ.สีคิ้ว จึงเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อฐานเสียงพรรคเพื่อไทยโดยตรง
ที่สำคัญ หากเกิดความรุนแรงในพื้นที่ โอกาสที่จะบานปลายออกไปย่อมมีสูงกว่าเกิดในเมืองหลวง ที่มีสถานที่สำคัญๆ อันเป็นปัจจัย เป็นเหตุเป็นผลให้ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงได้ในทันที
ที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้ใช้ได้ผลจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่หน่วยงานด้านการข่าวประเมินว่าอาจจะทำให้เกิดการพลิกผันก็คือ ฐานเสียงจัดตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในเมืองหลวงผ่านกลไกการเมืองอย่าง ส.ก.-ส.ข. จะขยับหรือไม่
ประชาธิปัตย์จะกล้าเป่านกหวีดหรือไม่ ?
เพราะการชุมนุมที่สวนลุมฯ แม้จะมีเด็กอาชีวะ 59 สถาบันมาร่วมชุมนุม เอาเข้าจริงก็ไม่น่าจะมากมายอะไร
การชุมนุมจะเกิดพลังหากเสียงนกหวีดดังขึ้น และไพร่พลคนรักประชาธิปัตย์ออกมาเดินถนนเหมือนกับที่ได้เห็นคนเดินไปส่งพลพรรคประชาธิปัตย์เข้าสภาในวันก่อน
ถ้าปัจจัยการชุมนุมมาถึงตรงจุดนี้ ก็แน่นอนว่า การชุมนุมทั้ง 3 จุด แรงแน่ !
โดยจุดแตกหักน่าจะอยู่ที่ สีคิ้ว
แต่ถึงจะแรงอย่างไร ก็มีการป้องกันเอาไว้แล้ว เพราะมีเหตุ "บังเอิญ" จริงๆ ที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ต้องเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ดูงานจัดแสดงสินค้า
การชุมนุมจะรุนแรงอย่างไรก็ให้รองนายกฯ รักษาการบริหารจัดการไปก่อน
อันเป็นแผนการป้องกันที่ถูกวางเอาไว้แต่แรกแล้วว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ควรอยู่ในจุดที่จะต้อง "ตัดสินใจ"
จะ โทนี แบลร์ หรือจะเป็น มาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ หรือเป็น พริสซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและที่ปรึกษาอาวุโสขององค์กร ก็ตามเถอะ ต่อให้พูดยกหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม แค่ไหน มาเจอประชาธิปไตยแบบไทยสไตล์เข้าก็คงจะ "เงิบ" ได้เหมือนกัน
..............
(หมายเหตุ : ประชาธิปไตยแบบ'ไทยสไตล์' : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา)



