คอลัมนิสต์

ฟังแล้วต้องทำด้วย

ฟังแล้วต้องทำด้วย

03 ก.ย. 2556

ฟังแล้วต้องทำด้วย : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ก.ย.2556

              ถึงแม้จะมีเสียงติเตียนตั้งแต่ก่อนหน้าที่ นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร นายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และที่ปรึกษาอาวุโส Centre for Humanitarian Dialogue (HDC) ว่าคนเหล่านี้จะมารู้เรื่องความขัดแย้งภายในประเทศไทยมากกว่าคนไทยได้อย่างไร จะมาชี้แนวทางการสร้างความปรองดองให้แก่ประเทศไทยได้อย่างไร แต่เมื่อได้ฟังประสบการณ์ของแต่ละคนที่มาเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความรู้ที่รัฐบาลจัดขึ้นแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ของทั้งสามนั้น น่าจะมีประโยชน์ในการนำมาปรับใช้อยู่บ้างสำหรับประเทศไทย

              ความขัดแย้งใหญ่ๆ ของประเทศไทยนั้น ประกอบไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งได้พัฒนาตัวเองจากแค่เห็นต่างกลายเป็นความแตกแยกไปแล้ว และความขัดแย้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายปีแล้ว แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับเปลี่ยนนโยบาย จากการใช้กำลังเข้าตอบโต้-ปราบปราม เปลี่ยนมาเป็นการเมืองนำการทหาร และพยายามบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยเข้าด้วยกัน ล่าสุดก็มีการเจรจาสันติภาพกับแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ใหญ่ที่สุด และเป็นกลุ่มนำขบวนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ แต่ผลลัพธ์โดยรวมที่ออกมาก็ต้องยอมรับว่า สันติภาพนั้นยังอีกห่างไกลนัก

              วิทยากรทั้ง 3 พยายามบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าได้คลี่คลายลงได้อย่างไร โดยหลีกเลี่ยงที่จะเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะนายโทนี แบลร์ ซึ่งมีประสบการณ์แก้ปัญหาความขัดแย้งในตอนหนึ่งว่า เบื้องต้นผู้นำจะต้องเป็นผู้ริเริ่ม ต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ต้องเปิดทุกอย่างเพื่อให้อีกฝ่ายไม่หวาดระแวง และต้องพยายามสร้างความเข้าอกเข้าใจกันทั้งสองฝ่าย วิทยากรอีก 2 ท่านก็เล่าประสบการณ์ในทำนองคล้ายกัน ซึ่งก็ต้องคอยดูว่า จากนี้ไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการอย่างไร จะเก็บเกี่ยวข้อมูลเหล่านั้น เอาไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้หรือไม่

              ถึงแม้ว่าความขัดแย้งในประเทศไทยจะมีอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ แต่ดูจากเจตจำนงของรัฐบาลที่เชิญวิทยากรทั้งสามมาเล่าประสบการณ์การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขับเคลื่อนของการให้มีสภาปฏิรูปการเมือง ที่มี นายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้มีบารมีในพรรคชาติไทยพัฒนา หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นการมุ่งเน้นในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเสียมากกว่า แต่นายโทนี แบลร์ ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลผิดหวัง เมื่อชี้ให้เห็นว่า เมื่อกำหนดเป้าหมายในการปรองดองแล้ว จะต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง มีหลักนิติธรรม ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การลงคะแนนเลือกตั้ง และไม่ใช่การที่คนส่วนใหญ่เข้ามามีอำนาจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าได้ให้ความสำคัญกับคนส่วนน้อยอย่างไร

              ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพและเป็นฝ่ายเชิญวิทยากรทั้งสามมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก็น่าเชื่อว่า รัฐบาลคงจะได้คิด ได้เห็นหนทางอันเป็นประโยชน์ที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับประเทศไทย เพื่อให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากสภาพความแตกแยกทางการเมือง มากกว่าคิดที่จะเอาเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์แต่เพียงรัฐบาลและพวกพ้องเท่านั้น