คอลัมนิสต์

เหตุเกิดที่บ้านพักเด็ก

เหตุเกิดที่บ้านพักเด็ก

02 ก.ย. 2556

เหตุเกิดที่บ้านพักเด็ก : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2556

               อย่าว่าแต่หัวอกคนเป็นแม่ ผู้ต้องใจสลายลงในเสี้ยววินาทีที่รู้ว่า ลูกน้อยวัยเพียง 4 ขวบ ถูกกระทำย่ำยีทางเพศจนบาดเจ็บสาหัส เจ็บปวดรวดร้าวทั้งกายและใจเกินกว่าวัยจะทานทน ทั้งๆ ที่สถานที่เกิดเหตุทารุณกรรมนั้น ขนานนามกันเอาไว้ว่า "สถานสงเคราะห์เด็ก" หากแต่คนทั่วไปผู้มีหัวจิตหัวใจเป็นมนุษย์สามัญย่อมกระเทือนอารมณ์ความรู้สึกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่คนคนหนึ่งพึงรับรู้ได้ ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ชวนสลดนี้เกิดขึ้นในสถานที่อันควรจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และความปลอดภัย ตามนิยามเท่าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดชลบุรีจะพึงมี หากแต่กลับกลายเป็นนรกอเวจีขุมที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความประมาทเลินเล่อ สะเพร่า ขาดความเอาใจใส่ และความบกพร่องอีกหลายๆ อย่างผสมปนเปกัน แม้แต่เรื่องความผิดเฉพาะตัวพื้นๆ อย่างเช่น ความเกียจคร้าน

               ให้หลังเหตุการณ์ไม่นานนัก น.ส.ปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า หากพบเจ้าหน้าที่คนใดกระทำผิด หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายนี้ขึ้นจะลงโทษขั้นเด็ดขาด ไม่ปล่อยเอาไว้อย่างแน่นอน นอกจากนั้น น.ส.ปวีณายังให้คำมั่นว่า เรื่องทำนองนี้ต้องถือเป็นนโยบายหนึ่งที่จะตั้งคณะทำงานเพื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยงานสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ในพื้นที่ทุกจังหวัด รวมถึงบ้านพักเด็กและครอบครัวทุกแห่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจึงจะเร่งให้คณะทำงานลงพื้นที่ตรวจความพร้อมแต่ละแห่งในสัปดาห์หน้าทันที และจะให้ตรวจสอบความพร้อมของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็กทั้งหมดด้วย ถือเป็นการกวาดบ้านให้สะอาด และมีความพร้อมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก

               ย่อมมีคำถามตามมาอีกมากมายว่า กระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งหน่วยงานแยกย่อยต่างๆ ในระบบราชการทุกวันนี้ทำงานกันอยู่ในสภาพใด จึงปล่อยให้เกิดเรื่องเศร้าสลดเช่นนี้ได้ ซึ่งคำตอบที่จะได้รับจากภาครัฐก็คงจะซ้ำๆ ซากๆ อย่างที่ว่า งบประมาณไม่เพียงพอจัดจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพ หรือจัดสร้างสถานที่ที่ปลอดภัยเหมาะสม แต่ถ้าถามความเห็นของประชาชนทั่วไปหรือหน่วยงานเอกชนที่ทำงานด้านบริการสังคมก็จะวิเคราะห์ให้เห็นรากเหง้าของปัญหา ซึ่งอาจลึกเลยไปถึงระบบราชการทั้งโครงสร้างที่จับต้องตรงไหนก็เจอแต่ปัญหาสารพัด เหล่านี้ล้วนเป็นข้อถกเถียง ซึ่งสังคมไทยของเราก็ได้แสดงความเห็น และโต้แย้งกันมามากพอสมควรแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรมใดๆ ออกมา

               โศกนาฏกรรมในสถานสงเคราะห์เด็กครั้งนี้ ย่อมไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และการแสดงความเสียอกเสียใจของผู้คนในสังคมก็คงจะเป็นแค่ "ดราม่า" ประกอบข่าว จบแล้วก็แล้วกันไปคราวๆ ก็คงจะมีสืบไป ตราบเท่าที่สังคมของเรายังล่องลอยไปกับกระแสบริโภคนิยม ไม่ให้ความสำคัญ และให้ความสนใจเพียงพอจริงจังกับสิ่งที่เรียกกันว่า "คุณภาพชีวิต" ที่ควรจะต้องมาก่อนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือรัฐก็ตาม แทนการ "ล้อมคอกเมื่อวัวหาย" อย่างที่เคยชิน ทุกๆ ส่วนในสังคมพึงต้องหันหลังกลับมามองผลิตผลจากความไม่ใส่ใจ ขณะที่พากันวิ่งแข่งไปข้างหน้าเพื่อชัยชนะบนยอดเขาแห่งความมั่งคั่ง