
รับมือพายุลูกใหญ่
รับมือพายุลูกใหญ่ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2556
นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป ประชาชนชาวไทยจะต้องพบกับค่าครองชีพราคาใหม่พร้อมกันถ้วนหน้า สำหรับผู้ที่ใช้ทางด่วน จะต้องควักเงินจ่ายค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นอีก 5 บาท ตามคำขอของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีซีแอล ผู้รับสัมปทาน ทั้งโครงข่ายในเมืองและนอกเมืองของทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 รวมถึงทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วนดี ต่อจากนั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน หรืออีก 2 เดือนข้างหน้า จะถึงรอบการปรับค่าผ่านทางใหม่สายบางปะอิน-ปากเกร็ด ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติให้ทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือเป็น 6 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีเป้าหมายราคาให้ขึ้นไปถึง 24.82 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท ขณะที่ถังก๊าซซึ่งใช้ในครัวเรือนส่วนใหญ่จะมีขนาดน้ำหนักถัง 15 กิโลกรัม
สำหรับเรื่องค่าทางด่วน ดูเหมือนว่าคนเมือง คนใช้รถใช้ถนนจะทำใจมาก่อนหน้านั้นแล้วว่า ถึงอย่างไรก็ยากจะหลีกเลี่ยงไปจากสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชน แต่ในส่วนก๊าซหุงต้มนั้น มีคำอธิบายว่า จะปรับขึ้นในเดือนแรกถังละ 7.50 บาทสำหรับถังขนาด 15 กิโลกรัม ซึ่งใช้กันทั่วไปส่วนใหญ่ เมื่อราคาปัจจุบันของถังขนาด 15 กิโลกรัม เฉลี่ยจะอยู่ที่ 275-285 บาทต่อถัง เมื่อปรับขึ้นมาในเดือนแรก บวกกับค่าส่งถึงบ้าน ซึ่งร้านขายปลีกทั่วไปจะจัดส่งและบริการติดตั้งตามบ้าน ราคาในเดือนแรกจะจำหน่ายไม่เกินที่ถังละ 295-300 บาทต่อถัง แต่ถ้าหากคำนวณตามเพดานสูงสุดที่รัฐตั้งเป้าไว้ที่กิโลกรัมละ 24.82 บาท ก็จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นไปประมาณถังละ 100 บาทเศษ
การปรับราคาก๊าซหุงต้มคราวนี้ถือเป็นการปรับตามโครงสร้างเพื่อให้ราคาสะท้อนความเป็นจริง โดยที่ภาครัฐได้วางมาตรการต่างๆ เพื่อให้คนใช้ก๊าซทั้งระดับครัวเรือนรายย่อยไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้หรือใช้ไฟเดือนละไม่เกิน 90 หน่วย พ่อค้าแม่ขายหาบเร่แผงลอย ฯลฯ จะได้รับการยกเว้น โดยจะต้องลงทะเบียนเอาไว้ล่วงหน้า แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งบางส่วนยังหวั่นเกรงว่า ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้จะถูกนำไปเข้าระบบเรียกเก็บภาษี ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า พวกเขาจะได้รับผลกระทบ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายที่ใช้ก๊าซในการปรุงอาหาร เพราะไม่สามารถเข้าถึงสิทธิที่รัฐเยียวยา
สถานการณ์ราคาก๊าซหุงต้ม การปรับขึ้นค่าทางด่วน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยับขึ้นไปก่อนหน้า รวมทั้งคำขอขึ้นราคาค่ารถ-เรือโดยสารสาธารณะที่กำลังจะตามมาในอนาคตนั้น ถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงของประเทศในช่วงปลายปีนี้ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ถดถอยอย่างหนักเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสแรก การบริโภคหดตัวลง อันเป็นผลมาจากผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย เพราะขาดความเชื่อมั่น ภาคธุรกิจหลายสาขาเริ่มยับยั้งแผนการลงทุน อสังหาริมทรัพย์เริ่มส่อเค้าลางว่าอาจเกิดฟองสบู่ขึ้น เช่นนี้แล้ว ทุกภาคส่วนควรจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า ในสถานการณ์ที่เสี่ยงเช่นนี้ เราจะวางตัวหรือมีแผนรับมือกันอย่างไร โดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องถือธงนำฝ่าฟันความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นไปให้ได้ ไม่ใช่มัวแต่ปลอบประโลมว่าเดี๋ยวก็ดีเอง อย่างเช่นทุกวันนี้



