
บทเรียนซ้ำซากรถสาธารณะ
บทเรียนซ้ำซากรถสาธารณะ : บทบรรณาธิการประจำวันที่28ส.ค.2556
เหตุการณ์เกี่ยวกับอุบัติเหตุจากรถบริการสาธารณะเกิดขึ้นอีกจนได้ คราวนี้เป็นรถตู้บริการที่วิ่งระหว่างปราจีนบุรีกับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปพุ่งชนท้ายรถบรรทุกพ่วงในพื้นที่ สภ.บางขนาก อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา มีผู้เสียชีวิต 9 คน บาดเจ็บอีก 7 ราย เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งที่เกิดขึ้นกับรถบริการสาธารณะ และครั้งนี้ผู้รอดชีวิตออกมายืนยันว่ารถตู้วิ่งมาด้วยความเร็วสูง เหมือนกับทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเช่นนี้ หน่วยงานหลักๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเคยออกมาตรการต่างๆ มาใช้ป้องกันก่อนหน้านี้ต้องบอกว่าไร้ประสิทธิภาพ ผู้ใช้บริการตกเป็นเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า การรณรงค์ตั้งแต่เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ การจำกัดความเร็วหรือกระทั่งล่าสุดที่สั่งห้ามผู้นั่งโดยสารดื่มก็ดูเหมือนกับโครงการไฟไหม้ฟางที่กวดขันกันเฉพาะหน้าเทศกาลเท่านั้น ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าการเข้มงวดกวดขันจับกุมหรือกระทั่งการตรวจสภาพรถ สภาพคนขับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ความสำคัญ ยิ่งกับบรรดาวินรถตู้ด้วยแล้วต้องบอกว่าปล่อยปละละเลย ก็เนื่องด้วยผลประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวกันอยู่ ทั้งขนส่งที่รับผิดชอบเขตการเดินรถก็ส่วนหนึ่ง ขนส่งที่มาตั้งด่านตรวจจากส่วนกลางก็อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจตราความพร้อมของทั้งคนขับและสภาพรถโดยสาร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาร่วมเก็บเกี่ยวเช่นกัน ถึงแม้จะไม่ใช่ทางตรงแต่ก็เข้ามารับในทางอ้อมโดยเฉพาะพื้นที่จอดรถที่มีจุดรถตู้รับส่งผู้โดยสารจำนวนมาก เช่นย่านอนุสาวรีย์ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ถนนที่เชื่อมต่อถนนสายหลักที่ออกจากกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้การจราจรติดขัด ขณะเดียวกันมาตรการตรวจจับความเร็วรถโดยสารสาธารณะก็ไม่ได้ทำอย่างเข้มงวด เนื่องเพราะคนขับส่วนใหญ่ไม่ได้เกรงกลัวเนื่องจากมีหัวหน้าวินคอยเคลียร์ใบสั่งให้ ซึ่งก็รู้เห็นกับเจ้าหน้าที่รัฐ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เคยลงไปสัมผัสใช้บริการรถโดยสารสาธารณะด้วยตัวเองคงเห็นปัญหา ถึงแม้จะทดลองใช้บริการเพียงรถเมล์ แต่ในปัจจุบันรถตู้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่รีบเร่ง รถตู้เหล่านี้จึงเป็นคำตอบ แต่การควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการกลับถูกละเลยมากกว่ารถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น ที่ดูจะเข้มงวดกวดขันมากกว่าด้วยซ้ำ ยังไม่นับรวมบรรดารถตู้ผีที่เข้ามาวิ่งเสริมแข่งขันกันโดยไม่มีมาตรฐานการบริการ ผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่างกระทรวงคมนาคม ที่เป็นผู้อนุญาตสัมปทานที่บางเส้นทางก็ยังวิ่งทับเส้นทางบริการรถสาธารณะของรัฐ ต้องออกมาตรการควบคุมถึงขั้นต้องยึดใบอนุญาตคืนหากมีการกระทำผิดหลายครั้งซ้ำซาก ขนส่งเองก็ต้องตั้งจุดตรวจเพื่อเช็กระยะจำกัดความเร็วของรถเพื่อความปลอดภัยเพราะหากไม่มีมาตรการเร่งด่วนออกมาใช้ควบคุมอย่างเข้มงวดก็คงเกิดอุบัติเหตุซ้ำซากแบบนี้อีก



