
'ยาใกล้หมดอายุ'ปฏิรูปการเมือง
'ยาใกล้หมดอายุ'ปฏิรูปการเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี
ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าใดนักสำหรับเหตุปะทะกันระหว่างคนเสื้อแดงที่เลือกเส้นทางกลับบ้านด้วยการผ่านถนนพระราม 4 สถานที่ชุมนุมของกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ซึ่งนักเรียนและอดีตนักเรียนอาชีวะร่วมชุมนุมอยู่ด้วย
วันถัดมากลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศรับอาสาสมัครที่เป็นเด็กอาชีวะให้เข้าร่วมชุมนุม
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองก็เห็นความสำคัญกำชับในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ให้ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้ง สมช.ไปดูแล
นอกจากนี้ยังมีรายอื่นๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้ดูแลการชุมนุมของเด็กอาชีวะในทำนองว่า อย่าให้ออกมาก่อเหตุ โดยที่น่าจะมีรายละเอียดแต่เพียงฝ่ายเดียวว่า จุดเริ่มนั้นมาจากเด็กอาชีวะเหล่านั้น (ทั้งที่ตำรวจก็ยังไม่มีรายละเอียดจากกล้องวงจรปิดมาให้นายกฯ ดูเลย)
ปัญหาก็คือ ในขณะที่รัฐบาลพยายามจะขับเคลื่อน "สภาปฏิรูปการเมือง" ที่พอจะสื่อได้ว่า ต้องการความปรองดองสงบสันติ แต่กลับปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้
คำถามตามมาก็คือ หากต้องการเช่นนั้นจริง เหตุใดถึงไม่ห้ามปรามการชุมนุมของกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล หรือให้ระมัดระวังการกระทำที่อาจจะก่อให้เกิดการยั่วยุจนนำไปสู่เหตุรุนแรง เพราะรู้อยู่แล้วว่า กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ ชุมนุมอยู่ที่นั่นตั้งแต่แรกแล้ว
สิ่งเหล่านี้ย้อนกลับไปถามรัฐบาลว่า เบื้องหลังการผลักดัน "สภาปฏิรูปการเมือง" ขึ้นมานั้น ด้วยเหตุเพราะอะไร?
ใช่เพราะทีมยุทธศาสตร์แนะนำให้รีบออกมาในช่วงนี้ ก่อนที่ความเพลี่ยงพล้ำผิดพลาดของรัฐบาลจะโผล่ให้เห็นมากกว่านี้ แรงกว่านี้ ไปพร้อมๆ กับความล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระดับบนจนถึงระดับรากหญ้าหรือไม่?
โครงการอันเนื่องมาแต่นโยบายที่หาเสียงไว้ อย่างการรับจำนำข้าว ก็เริ่มส่งผลให้เห็นความล้มเหลว ความเสียหายจนป่านนี้ยังหาตัวเลขที่แท้จริงไม่ได้
รู้แต่ว่า เจ๊งยับ !
หน้าตาของผู้ที่ไปร่วมสภาปฏิรูปการเมืองส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เคยทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้ง บรรหาร ศิลปอาชา ที่ถูกเสนอให้เป็นประธานนั้น ก็มีข่าวตั้งแต่วันส่งเทียบเชิญแล้วว่า บรรหารนี่แหละที่จะนั่งหัวโต๊ะ
เป็นบรรหา ที่เคยได้ฉายาว่า "หลงจู๊" เช่นนี้แล้วการปฏิรูปจะมีขึ้นได้อย่างไร
ส่วนรายอื่นๆ นั้นก็อาจแยกย่อยได้เป็นกลุ่มคร่าวๆ ว่า ถ้าไม่เป็นผู้ที่ผูกพันกับรัฐบาล กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเป็นคนที่ยังมุ่งหวังจะได้รับเครดิตจากสังคม หรือมีความอยากที่จะมีบทบาท
รวมๆ แล้ว ล้วนแต่เป็น "ยาใกล้หมดอายุ" หรือไม่ก็ "รถไฟเที่ยวสุดท้าย"
ทั้งที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ผลการถกเถียงร่วมกันออกมา ก็ยังขึ้นอยู่กับรัฐบาลอยู่ดีว่าจะเอาหรือไม่เอา
ถูกใจก็เอา ไม่ถูกใจก็ยัดใส่ลิ้นชัก
เพราะการปฏิรูปการเมืองนั้น หลักการเบื้องต้นก็คือ จะให้นักการเมืองมาปฏิรูปการเมืองมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะนักการเมืองย่อมเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของตน หรือไม่ก็ "ต่อรอง" เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
คราวก่อนก็เจอมาแล้วในรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีนักการเมืองออกมาต้านสุดฤทธิ์ อ้างว่าบางมาตราไม่ได้ยึดโยงประชาชน
งาช้างไม่งอกจากในปากสุนัขฉันใด สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็ฉันนั้น !
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลพยายามขับเคลื่อนจึงถูกต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตั้งแต่แรก
พรรคประชาธิปัตย์ถึงกับเสนอให้นายกฯ ปฏิรูปตัวเองด้วยการมาประชุมสภา อย่าใช้อำนาจรัฐคุกคามข่มขู่กลุ่มหรือบุคคลที่เห็นต่าง นำปราบโกง และให้ถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่างพ.ร.บ.ปรองดองออกจากสภา เพื่อแสดงความจริงใจ
ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ก็คงจะเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน เพราะในความเป็นจริงนั้น ไม่มีการถอนร่าง พ.ร.บ.ที่เป็นชนวนความขัดแย้งตั้งแต่แแรกแล้ว
ส่วนการคุกคามกลุ่ม/บุคคลที่เห็นแตกต่างนั้น นายกฯ เพิ่งนั่งหัวโต๊ะประชุม ก.ต.ช. กำชับ ตำรวจ กระทรวงศึกษาฯ กระทรวงมหาดไทย และสมช. ไปจัดการดูแลการชุมนุมของเด็กอาชีวะที่ปะทะกับคนเสื้อแดงในสายวันเดียวกัน
คงไม่ต้องถามว่า ผลจากการมีสภาปฏิรูปการเมืองจะออกมาอย่างไร
อาจมีผู้ที่เข้าไปร่วมเล่นกับรัฐบาลในครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดผลดีต่อบ้านเมืองจริงๆ แต่ดูแล้วนานไปก็น่าจะกลายเป็น "แกะดำ" ไปในที่สุด และถูกเสียงส่วนใหญ่ลากไปให้ยอมรับ
แต่จะทำอย่างไรได้ หากไม่รีบผลักเรื่องนี้ออกมา เพื่อให้เกมใหญ่และครอบคลุมไปถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล (เพราะต้องคอยตอบคำถามถึงเหตุไม่เข้าร่วมตลอดเวลา) ความล้มเหลวในด้านต่างๆ ก็จะประดังมาถล่มรัฐบาลระลอกแล้วระลอกเล่า
"ทีมยุทธศาสตร์" รู้ดีว่า แรงกระแทกแต่ละครั้งนั้นรุนแรงเพียงใด และเสี่ยงมากแค่ไหนที่จะถูกกล่าวหาว่า "ปาหี่" แต่ในวันนี้ยังมี "หมาก" ตัวอื่นให้เล่นอีกหรือ ?
...............
(หมายเหตุ : 'ยาใกล้หมดอายุ'ปฏิรูปการเมือง : ขยายปมร้อน โดยศรายุทธ สายคำมี)



