
รัฐบาลจะไปเพราะม็อบต่อต้าน,เพราะศาลหรือเพราะมวลชน
รัฐบาลจะไปเพราะม็อบต่อต้าน,เพราะศาลหรือเพราะมวลชนของรัฐบาลเอง : กระดานความคิด โดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
สถานการณ์ของรัฐบาลดูไม่ค่อยดีเท่าไรนักตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมานี้ เพราะมีแต่เรื่องหนักๆ เข้ามากดดันอย่างมากมาย แต่ก็ทำอะไรต่อรัฐบาลได้ไม่มากนัก แค่กดดันให้รัฐบาลชะงักไประยะหนึ่งแล้วก็เดินหน้าต่อไปอีก เมื่อพิจารณาดู “ข้อเท็จจริง” ต่างๆ แล้วพบสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลยังเอาตัวรอดเดินหน้าต่อไปนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เช่น
1.คุณยิ่งลักษณ์ฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลใช้วิธี “เงียบไม่โต้ตอบ” จึงทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นไม่บานปลายออกไป
2.การควบคุมสื่อรัฐบาลทำได้อย่างมีคุณภาพทำให้ข่าวในทางเสียหายของรัฐบาลหลุดรอดไปถึง “หูและตา” ของกลุ่มคนชายขอบหรือคนรากหญ้าได้น้อยมาก นอกจากนั้นสื่อบางชนิดได้ช่วยบิดเบือนให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลกลายเป็นเรื่องในทางที่ดีต่อรัฐบาลอีกด้วย
3.มีการใช้อำนาจรัฐอย่างเต็มที่ต่อกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบาล โดยเฉพาะจากการดำเนินงานของตำรวจ, ดีเอสไอ และอัยการ
4.ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเอง ยังเคลื่อนไหวไม่เป็นระบบ ขาดเอกภาพ ทั้งๆ ที่กระแสการตื่นตัวของประชาชนอยู่ในระดับที่สูงมาก
ถ้าสถานการณ์ยังอยู่ในลักษณะนี้ต่อไป รัฐบาลก็จะอยู่ได้ครบ 4 ปี เว้นแต่จะถูก “ศาลใดศาลหนึ่ง” สกัดเส้นทางเสียก่อน เพราะคนในรัฐบาลและคนในพรรคเพื่อไทยเองมีคดีค้างคาอยู่ในศาล และ ป.ป.ช. มากมายพอสมควร
ลองมาดูฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลบ้าง มีการจัดชุมนุมคัดค้านรัฐบาลอย่างเป็นรูปแบบครั้งแรกขึ้นเมื่อปลายเดือนเดือนพฤษภาคม 2556 จากการรวมตัวกันของกลุ่มพลัง 4-5 กลุ่มที่ท้องสนามหลวง โดยมีกำลังหลักจากกลุ่มพลังธรรมาธิปไตย ซึ่งเป็นอดีตกลุ่มผู้พัฒนาชาติไทยคอยสนับสนุนอยู่ แต่ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างแกนนำกลุ่มที่รวมตัวกัน เป็นผลให้ต้องแยกทางกันไป
หลังจากนั้นก็มีเด็กกลุ่มหนึ่ง ใช้เพจ V for Thailand เป็นเครื่องมือสื่อสารทางสังคมออนไลน์ จัดชุมนุมขึ้นทุกอาทิตย์ ที่เซ็นทรัลเวิลด์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2556 ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก มีผู้เข้าชุมนุมเพิ่มขึ้นทุกอาทิตย์ (ยอดสูงประมาณ 10,000 คน) และยังทำให้เกิดกลุ่มหน้ากากขาวขึ้นในจังหวัดต่างๆ อีกถึง 54 จังหวัด แต่การที่ม็อบหน้ากากขาวขาดแกนนำ, ขาดเงินสนับสนุน, ขาดการ์ดคุ้มกัน, ขาดประสบการณ์ จึงทำให้เกิดสถานการณ์แย่งชิงการนำขึ้น เพราะกิเสสตัณหา นอกจากนั้น ยังมีแกนนำบางกลุ่มเกิดความอิจฉาต่อการเจริญเติบโตของหน้ากากขาวจึงแอบหาทางบ่อนทำลายอย่างลับๆ อยู่, การข่มขู่จากคนของรัฐ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ทำให้กลุ่มหน้ากากขาวต้องชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ผลของม็อบหน้ากากขาวที่ทิ้งไว้ได้ทำให้ประชาชนเกิดความกระตือรือร้นในการรวมตัวกันเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและหลากหลายแนวทาง
หลังจากนั้นก็เกิดการชุมนุมที่สวนลุมพินีขึ้น โดยมี 4-5 กลุ่มเข้ามาเคลื่อนไหวร่วมกัน คล้ายคลึงม็อบสนามหลวง, เกิดการจัดเวทีผ่าความจริงของพรรค ปชป. ในรูปแบบกึ่งม็อบต่อเนื่องกันมา รวมถึงการเกิดการชุมนุมทางวิชาการขึ้นอีกหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มไทยสปริง, กลุ่มกรีน, กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ฯลฯ
คุณภาพของม็อบและผู้เข้าร่วมในปลายเดือนมิถุนายนต่อเนื่องมายังเดือนสิงหาคมนั้นมีกระแสสูงมาก แต่ “ความหลากหลายของกลุ่มต่อต้าน” ประกอบกับกระแสมวลชนที่ตื่นตัวอย่างมากมาย ทำให้แกนนำแต่ละกลุ่มมั่นใจใน “มวลชน” จึงแยกกันเดิน แยกกันทำ “กระแสต่อต้านรัฐบาล” จึงลดลงไปเพราะ ไม่ได้มีการมีการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยเฉพาะม็อบที่เวทีสวนลุม, เวทีผ่าความจริง และกลุ่มหน้ากากขาว
ปัจจุบันข้อผิดพลาดต่างๆ ได้เป็นบทเรียนของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเวทีสวนลุม ดังนั้นการปรับปรุงเวทีสวนลุมจึงเกิดขึ้นใหม่อีก เพื่อใช้เป็นเวทีหลักไปถึงการต่อต้านวาระ 3 ของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมุ่งหวังที่จะลบล้างข้อบกพร่องในอดีตให้หมดไป การเคลื่อนไหวในปัจจุบันจึงมีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม แต่อุปสรรคก็ยังมีอยู่ ที่สำคัญมี 2 ประการคือ (1) การเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว ซึ่งยังไม่รู้ว่า V for Thailand จะกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวอย่างไร จะมีใจสู้อีกหรือเปล่า หรือผู้ทำเพจบางคนกลัวการข่มขู่จากอำนาจรัฐจนหมดกำลังใจไปเสียแล้ว ถ้าใจสู้ร่วมกันทั้ง 3 กลุ่ม เวทีสวนลุม, เวทีผ่าความจริง และกลุ่มหน้ากากขาว ก็จะเป็นเรื่องที่จะทำให้รัฐบาลจะต้องกลับมาสู่ภาวะที่เริ่มเดินเซครั้งใหม่ได้ง่ายๆ ครับ ส่วนอุปสรรคเรื่องที่ (2) มาจากกรณีที่มีสมาชิกของกลุ่มพันธมิตร เกือบ 70% ได้เข้ามาร่วมอย่างไม่เป็นทางการที่เวทีสวนลุมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักรบศรีวิชัย, กลุ่มสันติอโศก, กลุ่มบุ๊งโภชนา ฯลฯ ปัญหาจึงอยู่ที่ตัวสาวกพันธมิตร กับ สาวก ปชป. จำนวนไม่เกิน 20 คน ที่ยังหลงสี หลงตัวผู้นำ ยังทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรานั่นเองครับ
ปัจจุบันรัฐบาลอาจปกปิดปัญหาในทางลบได้เกือบหมดทุกเรื่อง แต่มีสิ่งเดียวที่รัฐบาลปกปิดไม่ได้นั่นคือ ผลกระทบต่อกลุ่มชนชั้นล่างจากปัญหาเศรษฐกิจที่พวกเขาได้รับกันอยู่นับวันจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งเรื่องนี้เองจะทำให้ “คนเสื้อแดงตื่นตัวออกมารับรู้ความจริงได้ด้วยตนเอง” ดังนั้น รัฐบาลอาจไม่ได้พังลงเพราะกลุ่มต่อต้าน แต่อาจพังลงด้วยมวลชนคนเสื้อแดงของตนเองก็มีทางเป็นไปได้พอๆ กันครับ



