คอลัมนิสต์

อยู่ที่โจทย์ของรัฐบาล

อยู่ที่โจทย์ของรัฐบาล

26 ส.ค. 2556

อยู่ที่โจทย์ของรัฐบาล : บทบรรณาธิการประวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556

             ท่าทีของนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องของชาวสวนยาง ที่ขอให้ราคายางพาราอยู่ที่ระดับกิโลกรัมละ 120 บาท โดยบอกว่า เป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ เกษตรกรจะต้องยอมรับความจริง เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคายางในตลาดโลกอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาทกว่าเท่านั้น ควรจะหามาตรการทางอื่นเพื่อปรับปรุง เปรียบเสมือนนิทานเรื่องไข่ห่านทองคำ ถ้าจะกินไข่ห่านตลอดไป ต้องเก็บแม่ห่านไว้ หากฆ่าแม่ห่านก็จะได้กินเพียงครั้งเดียว และถ้าผู้ชุมนุมประท้วงทำผิดกฎหมาย ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย นับเป็นท่าทีที่ค่อนข้างแข็งกร้าว หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตำรวจพยายามสลายการชุมนุมที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช จนเป็นเหตุให้เกิดการปะทะกันขึ้น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน

             ขณะเมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม ที่ประชุมแกนนำประท้วงได้ประกาศจะยกระดับการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำในวันที่ 3 กันยายน โดยจะรวมตัวกันปิดประเทศ ด้วยการกระจายปิดถนนสายหลักทุกภาค โดยภาคเหนือจะมีชาวสวนยางประมาณ 5,000 คน ปิดถนนที่ จ.อุตรดิตถ์ ภาคอีสานประมาณ 30,000 คน ปิดถนนที่ทางต่างระดับ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ส่วนภาคใต้จะปิดถนนที่สี่แยกสหกรณ์โค-อ๊อป จ.สุราษฎร์ธานี สำหรับภาคกลางและภาคตะวันออกจะรวมตัวประมาณ 15,000 คน เดินทางมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล

             เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันนี้การปลูกยางพาราไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะจังหวัดภาคใต้เหมือนเมื่อในอดีต หากแต่ได้ขยายพื้นที่ปลูกออกไปทั่วประเทศ และเพิ่มขึ้นทุกปี ตามราคายางพาราที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2552 มีพื้นที่ปลูกรวม 17,254,317 ไร่ พอถึงปี 2554 ขยายเป็น 17,461,231 ไร่ แบ่งออกเป็น ภาคใต้ 11,906,882 ไร่ ภาคกลางและตะวันออก 2,209,644 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,477,303 ไร่ และภาคเหนือ 867,402 ไร่ ทั้งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 อาจเรียกได้ว่าเป็นนาทีทองของชาวสวนยางเลยก็ว่าได้ เพราะราคายางพาราปรับตัวขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีความสุขกันถ้วนหน้า รถปิกอัพ รถมอเตอร์ไซค์ป้ายแดงวิ่งเข้าวิ่งออกตามสวนยางต่างๆ เหมือนกับเป็นอุปกรณ์สำคัญชิ้นหนึ่งของการทำสวนยางเลยทีเดียว

             แต่ยางพาราก็หาได้ต่างจากพืชผลทางเกษตรอื่นๆ นั่นก็คือราคาไม่ยั่งยืน แถมยังพึ่งพิงผูกติดอยู่กับการส่งออกอีกต่างหาก เมื่อดีมานด์ของตลาดโลกลดลง ทำให้ราคายางพาราตกต่ำ ท้ายที่สุด ทุกวันนี้ราคายางพาราตกลงมาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 75 บาท ทั้งที่ราคาต้นทุนการผลิตสูงกว่ากิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งนั่นยังไม่รวม "ต้นทุนครองชีพ" อื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายอันเป็นผลพวงจากเมื่อครั้งราคายางทะยานตัวสูงขึ้น เมื่อราคาตกลงมากว่าครึ่งเช่นนี้ ย่อมแน่นอนว่า เกษตรกรเจ้าของสวนยางกว่า 17 ล้านไร่ ลูกจ้างกรีดยางและธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ย่อมได้รับผลกระทบกันเป็นเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าหากรัฐบาลตั้งโจทย์เอาไว้ว่า การชุมนุมประท้วงของชาวสวนยางมีการเมืองชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่ยอมเจรจาใดๆ ทั้งสิ้นเสียแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ว่า ปัญหาจะบานปลายออกไป แต่ถึงอย่างไร ขณะนี้ก็ยังไม่ถือว่าสายเกินแก้ หากรัฐบาลจะวางโจทย์ใหม่ เพื่อให้กระบวนการแก้ไขปัญหาเดินไปข้างหน้า และที่สุดก็คือ การทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ