
มหานครแห่งความปลอดภัย
มหานครแห่งความปลอดภัย : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2556
หลายๆ ครั้ง ในขณะที่กรุงเทพมหานครได้รับการจัดอันดับจากองค์กรต่างประเทศให้เป็นหนึ่งในเมืองน่าท่องเที่ยว ในเวลาเดียวกันนั้นเอง กรุงเทพฯ ก็ถูกขนานนามว่า เป็นเมืองอันตราย ไปพร้อมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น นายกิตตินันท์ ขาวสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.ได้จัดโครงการกลับบ้านปลอดภัยไปกับเทศกิจ ตามนโยบาย "มหานครแห่งความปลอดภัย" โดยการจัดบริการรถสองแถวโดยสารวิ่งรับส่งประชาชนชาวกรุงเทพฯ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง คือ ทำงานเลิกดึก หรือทำงานกลางคืน อาศัยอยู่ในซอยเปลี่ยวหรือเสี่ยงต่ออันตรายจำนวน 50 ซอยใน 50 เขต และที่ผ่านมาต้องอาศัยจักรยานยนต์รับจ้างเป็นหลัก
ปัญหาความปลอดภัยของทุกๆ ชีวิตในมหานครนั้น นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การดำรงชีวิตประจำวัน อาชีพการงาน ตลอดจนที่อยู่อาศัยต่างๆ ที่ขยายตัวในแนวดิ่ง เช่น หอพัก อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม มากกว่าแนวราบที่เป็นบ้านแถบชานเมือง ลักษณะเช่นนี้จะให้ผู้คนเข้ามากระจุกตัวกันในกลางเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อความสะดวกหรือตอบโจทย์ในด้านต่างๆ ของวิถีชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน การจัดวางผังเมืองที่สนองตอบต่อการเจริญเติบโตของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่พักอาศัย ลดทอนความสูญเสียจากภัยธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งมุ่งสร้างพื้นที่สีเขียว มุ่งเน้นรักษาสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ก็อาจทำให้หลงลืมในเรื่องความปลอดภัยของทุกๆ ชีวิตที่เข้ามาแออัดอยู่ร่วมกัน
สภาพซอยอันตรายในยามวิกาลดังที่ กทม.คัดเลือกมาเป็นพื้นที่นำร่องจัดทำโครงการกลับบ้านปลอดภัยไปกับเทศกิจ แม้จะมีความเสี่ยงคล้ายๆ กันคือ เป็นภัยกลางคืนในหลายรูปแบบ ทั้งฉกชิงวิ่งราว ไปจนถึงคุกคามทางเพศและชีวิต บางซอยขึ้นขื่อว่าเป็นแหล่งรวมของเหล่ามิจฉาชีพ บางซอยมีประวัติเกิดเหตุอาชญากรรมบ่อยครั้ง บางแห่งมีลักษณะเอื้ออำนวยให้เกิดอาชญากรรม เช่น มีสิ่งปลูกสร้างทิ้งร้าง มีต้นไม้ขึ้นรกเรื้อจนเป็นป่าทึบ โดยเฉพาะในที่ดินของเอกชนที่ปล่อยปละละเลย หรือรอเวลาพัฒนา บางแห่งไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ ที่ผ่านมา กทม.มักจะให้เหตุผลว่า ไม่สามารถเข้าไปจัดการใดๆ เพื่อให้เป็นพื้นที่โล่ง ไม่เสี่ยงอันตรายได้
ในระยะสั้น เจ้าหน้าที่เทศกิจของ กทม.อาจจะช่วยเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย สร้างความอุ่นใจให้แก่ชาวกรุงเทพฯ ทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระของตำรวจ หรือแม้แต่อาสาสมัครไปอีกทางหนึ่ง แต่ในระยะยาวแล้ว ด้วยสภาพความเป็นเมืองที่มีความสลับซับซ้อน ทั้งในแง่ภูมิสถาปัตย์ และวิถีชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลให้การระดมสรรพกำลังเข้าทำงานในลักษณะตั้งรับหรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าย่อมไม่เพียงพอทันการณ์ เช่นนี้แล้ว ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็น กทม. ตำรวจ ประชาคมท้องถิ่น ภาคเอกชน จะต้องบูรณาการวางมาตรการเชิงรุก หรือป้องกันที่เข้มข้นหนาแน่นเสียแต่วันนี้ เพื่อให้ทุกตารางนิ้วของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุด ซึ่งเป็นสุดยอดปรารถนาของชาวเมืองทุกคน



