
รับผิดชอบร่วมกัน
รับผิดชอบร่วมกัน : บทบรรณาธิการประจำวันที่22ส.ค.2556
เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. เป็นความรุนแรงที่น้อยครั้งจะเกิดขึ้นในสภา แต่ครั้งนี้ถึงขนาดต้องใช้ตำรวจรัฐสภาเข้ามาควบคุมสถานการณ์ในห้องประชุม มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่นำตัว ส.ส.ออกจากห้องประชุม และต้องพักการประชุมกว่า 5 ครั้ง เปลี่ยนประธานที่ประชุมหลายรอบ ยังไม่นับรวมการใช้กำลังตำรวจปราบจลาจลเข้าไปรักษาการณ์ในบริเวณรัฐสภาอีกด้วย ที่ยังเป็นปมคาใจว่า เหตุใดจึงต้องเตรียมกองกำลังไว้ถึงขนาดนั้น และภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏออกไปตามสื่อต่างๆ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า เป็นความอัปยศที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสภาและเหล่าบรรดาผู้เป็นตัวแทนของประชาชน ทำให้สถาบันนิติบัญญัติเสื่อมเสียเกียรติ
ถ้าพิเคราะห์ถึงชนวนเหตุก็มาจากเรื่องที่ประธานที่ประชุมไม่เปิดโอกาสให้ ส.ว.และส.ส.ที่สงวนคำแปรญัตติทั้ง 57คน ได้อภิปรายแสดงความเห็น โดยยกเหตุผลว่า เสนอคำแปรญัตติขัดหลักการแห่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงสาระหลักการสำคัญ ปล่อยให้อภิปรายไปก็ไม่เกิดประโยชน์และเสียเวลาที่ประชุม แต่ในมุมมองของผู้ที่สงวนคำแปรญัตติย่อมไม่พอใจ และเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรที่มาตัดสิทธิอันชอบธรรม เพราะผู้สงวนคำแปรญัตติไม่ว่าจะเป็นซีกเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยก็ตาม ต่างต้องการแสดงความคิดเห็นหรือเห็นต่างได้ ตามหลักระบอบประชาธิปไตย หรือแม้กระทั่งรู้ว่าเสียงข้างน้อยพยายามเตะถ่วงในการประชุม แต่สิ่งสำคัญต้องเปิดโอกาสให้ได้พูดอภิปราย ซึ่งประชาชนจะเป็นฝ่ายตัดสินเอง
ข้อดีของระบอบประชาธิปไตยคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนข้างมากได้ดำเนินการปกครองโดยประชาชนข้างน้อยมีสิทธิคัดค้านการปกครองของฝ่ายข้างมาก และเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพได้อย่างเสมอภาคกัน และถือกฎหมายเป็นมาตรฐานในการปกครองโดยใช้บังคับแก่ทุกคน รวมทั้งช่วยระงับความขัดแย้งโดยสันติวิธีมีศาลเป็นผู้พิพากษาคดีต่างๆ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ซึ่งรัฐสภาเป็นสัญลักษณ์หลักการแห่งประชาธิปไตยที่ควรต้องยึดแนวทางถูกต้องไว้ ขณะเดียวกันผู้แทนที่ทำหน้าที่ก็ต้องยึดหลักการนี้เช่นกัน และที่ยิ่งต้องยึดถือปฏิบัติคือ ความสง่างามมีศักดิ์ศรีแห่งการเป็นผู้แทนปวงชน ไม่ควรมีพฤติกรรมดังที่ปรากฏขึ้นในเหตุการณ์ป่วนในครั้งนี้ ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดก็ตาม ไม่เช่นนั้นสภาก็ไม่แตกต่างจากเล้าไก่ที่ไล่จิกตีกัน
ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าสภาปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างแนวทางปรองดองเพื่อแก้ปัญหาความแตกแยกของประเทศที่เรื้อรังมานานหลายปี แต่เมื่อดูจากเหตุการณ์ในรัฐสภาคงเป็นเส้นทางที่หวังได้ยากที่จะสำเร็จผล หากตราบใดที่ฝ่ายการเมืองยังคงเกาะกุมและมุ่งแต่ผลประโยชน์ฝ่ายตนเอง เกื้อหนุนช่วยเหลือแต่พวกพ้อง โดยละเลยผลประโยชน์ต่อส่วนรวม ขาดสำนึกแห่งกรอบกฎหมายและการยึดระเบียบข้อบังคับ ดังนั้นการจะเปิดเวทีอีกกี่ครั้งก็เป็นได้แค่การสร้างภาพเป็นเพียงฉากละครบทหนึ่งที่สรรค์สร้างขึ้นมาเท่านั้น เพราะขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา และเมื่อต่างฝ่ายต่างยืนคนละมุมจนหาจุดประสานไม่เจอ มีแต่จุดปะทะกันเหมือนดังเช่นที่เกิดขึ้นในรัฐสภาแล้ว ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่กระทำและเกิดขึ้น



