
การเมืองยุค'ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ'
การเมืองยุค'ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
สภาวุ่น! ตามคาด ความวุ่นวายเกิดขึ้นทั้งก่อนเปิดประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่มาของ ส.ว. และเกิดขึ้นระหว่างการรายงานผู้ร่วมเสนอคำแปรญัตติ
เกิดเหตุการณ์ประท้วงทำให้ "ประธาน" ที่ประชุมต้องสั่งพักการประชุมเป็นระยะ มีบางช่วงที่ดุเดือดโดย "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภา ถึงกับนำค้อนมาทุบบัลลังก์ เพื่อส่งสัญญาณให้สมาชิกในห้องประชุมอยู่ในความสงบ พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาเข้ามาในห้องประชุม นำตัวสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ยอมนั่งลงและไม่อยู่ในความสงบออกจากห้องประชุม
โดย "สมศักดิ์" ได้กำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า "ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ต้องรีรอ หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งถือว่าขัดคำสั่งประธานและจะตั้งกรรมการสอบ" เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าไปยังกลุ่ม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จนเกิดการผลักดันกันไปมา "สมศักดิ์" จึงต้องสั่งพักการประชุม
และเมื่อเปิดการประชุม ปรากฏว่ามีสมาชิกแจ้งว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล จำนวน 1 กองร้อย หรือประมาณ 50 คน มาประจำอยู่บริเวณหน้ารัฐสภา ทำให้สมาชิกในห้องประชุมพากันประท้วง และให้ประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยสั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลออกจากบริเวณหน้ารัฐสภา เพราะถือเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทำให้ประธานสั่งพักการประชุมชั่วคราว
เมื่อเปิดประชุม "นิคม ไวยรัชพานิช" ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานในที่ประชุมได้แจ้งว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลอยู่หน้ารัฐสภาแล้ว ได้ดำเนินการแจ้งให้กลับไปแล้ว
ขณะที่ "เทพไท เสนพงศ์" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจมาโชว์ในห้องประชุม และสื่อมวลชนส่วนหนึ่งได้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวไปประจำอยู่ที่เขาดิน จึงขอให้มีการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลมาที่รัฐสภา
"ฉลอง เรี่ยวแรง" ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย อภิปรายยอมรับว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลมาประจำหน้ารัฐสภาจริง ประมาณ 50 นาย จึงได้เข้าไปพูดคุย ทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่าในสภาไม่สามารถควบคุมการประชุมได้จึงได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 50 นายมาประจำอยู่ที่เขาดิน แต่ได้บอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเดินทางกลับไปแล้ว
ต่อมา "สมศักดิ์" ได้ชี้แจงว่า ในฐานะประธานการประชุมได้เรียกตำรวจรัฐสภาขึ้นมาที่ห้องประชุมทั้งหมด ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลรอบนอกของรัฐสภา ทางผู้อำนวยการสำนักรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา ได้ตัดสินใจประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลบริเวณรอบนอก ถือเป็นการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่มีอะไร
จากเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นถือว่าภาพลักษณ์ของ "รัฐสภาไทย" เข้าสู่ยุคตกต่ำที่สุด เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เหตุการณ์ในสภาครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำการเมืองแบ่งขั้วยุคนี้ เข้าขั้น "ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ" สำนวนที่นักการเมืองรุ่นเก่าเคยพูดกันบ่อยๆ เมื่อกว่า 10 ปีก่อนที่บอกว่า "การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวร" ใช้ไม่ได้กับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน
นักการเมืองในอดีตการตอบโต้ในห้องประชุมสภาโดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจแม้จะดุเดือด แต่เมื่อออกจากห้องประชุมนักการเมืองเหล่านี้ยังสามารถพูดคุย กินอาหารร่วมโต๊ะ หรือแม้กระทั่งชักชวนกันโยกย้ายพรรค ก็ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แต่นักการเมืองปัจจุบัน หากอยู่คนละขั้ว ภาพการนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันมีให้เห็นยากมาก เป็นการเมืองที่คิดถึงพวกพ้อง ไม่มองผลกระทบของคนส่วนใหญ่ การเมืองยังมองแต่เรื่องผลประโยชน์
ภาพการเมืองในสภาที่มีแต่เกมชิงไหวชิงพริบ โดยไม่ได้คำนึงถึงเศรษฐกิจ หรือปัญหาปากท้องของคนทั้งประเทศที่เริ่มถดถอย
โดยดูจากหลายหน่วยงานที่ออกมาแถลงตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งการลงทุนและการบริโภค รวมถึงการหดตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทย การใช้จ่ายที่มีแนวโน้มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อเริ่มหด คนเริ่มทยอยตกงาน ขณะที่ภาครัฐและเอกชน ก็ยังไม่มีการลงทุน
ขณะเดียวกัน "ยอดหนี้" เป็นตัวเลขที่ต้องจ่าย แต่ไม่มีรายได้เข้ามาเพิ่ม ประกอบกับสินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาสูงขึ้น ถือเป็นภาระที่ประชาชนทั่วไปในขณะนี้ไม่สนใจปัญหาการเมืองที่มองว่าอยู่ไกลเกินไป เมื่อเทียบกับปัญหาปากท้องที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน
จึงไม่ต้องแปลกใจทำไมประชาชนในยุคนี้จึงให้ความสนใจกับปัญหาบ้านเมืองน้อยมาก เมื่อเทียบกับอดีต
และบรรดา "แกนนำม็อบ" หลายกลุ่มก็รับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และมองว่าปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาการเมือง แต่ปัญหาการบริหารบ้านเมืองต่างหากที่รัฐบาลกำลังประสบอยู่
นั่นเพราะรัฐบาลมี "เครื่องมือ" ในการกำราบศัตรูทางการเมือง เพื่อไม่ให้แข็งข้อ
จุดตายของรัฐบาลที่ต้องระวังในขณะนี้คือ "ระบบเศรษฐกิจกำลังล่ม" เงินในระบบไม่มี ภาวะหนี้มากกว่าเงินหมุนเวียนในประเทศ
มีนักการเมืองบางคนเปรยว่า การคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจไทยล่มจม เพราะนักการเมืองในอดีตเมื่อคอร์รัปชั่นแล้วนำเงินมาใช้จ่ายภายในประเทศ แต่นักการเมืองปัจจุบันเมื่อคอร์รัปชั่นแล้ว "ส่งเงินออกนอกประเทศ" ทำให้การใช้จ่ายในประเทศไม่เกิด
แต่การเมืองที่อันตรายและควรระวังคือ "ราชสีห์ มีสุนัขจิ้งจอกเป็นผู้นำ" !
...........................
(หมายเหตุ : การเมืองยุค'ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



