คอลัมนิสต์

ไหนว่าเป็นประชาธิปไตย

ไหนว่าเป็นประชาธิปไตย

20 ส.ค. 2556

ไหนว่าเป็นประชาธิปไตย : บทบรรณาธิการประจำวันที่20ส.ค.2556

              ยังคงไม่มีความคืบหน้าในการสืบสวนสอบสวนในคดีคนร้ายไม่ทราบจำนวนกระทำการอุกอาจใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่และผูกวัตถุลักษณะคล้ายระเบิดลูกเกลี้ยง ไว้ที่รั้วหน้าบ้านเลขที่ 38 ซอยทานสัมฤทธิ์ 32/5 9 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี บ้านของ นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณเช้ามืดวันที่ 17 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ถึงแม้ว่า เรื่องนี้จะมีนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. ลงมาดูแลคดีด้วยตนเองแล้วก็ตาม

              พฤติกรรมของคนร้ายที่กระทำไปเช่นนั้นชัดเจนว่า มุ่งที่จะข่มขู่คุกคามมากกว่าที่จะมุ่งเอาชีวิต นั่นก็น่าจะเป็นเพราะ นายภัทระ เป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล-ฝ่ายค้าน แต่ก็น่าเชื่อว่า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลคงจะไม่ขาดสติสั่งการให้ใครไปกระทำการละเมิดกฎหมายเช่นนั้นแน่ แต่เมื่อเหตุได้เกิดขึ้นแล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่เองที่จะต้องใช้กลไกที่มีอยู่ทั้งหมดควานหาคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ มิเช่นนั้นเหตุการณ์เช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อีกและเกิดกับใครก็ได้

              ปัญหาทางการเมืองได้ทำให้สังคมไทยแตกแยก แบ่งฝักฝ่ายอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือตัดสินแพ้-ชนะ ไม่ได้ถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลอย่างที่ควรจะเป็น รัฐบาลที่พยายามจะสร้างความปรองดอง พยายามเชื้อเชิญผู้คนมาร่วมสภาปฏิรูปการเมือง ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า นั่นคือแนวทางที่จะไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติย่อมไม่อาจปล่อยให้มีการกระทำอันอุกอาจ คุกคามสื่อเกิดขึ้นแล้วคนร้ายลอยนวลโดยที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจทำอะไรคนเหล่านั้นได้

              กฎหมายยอมรับให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตแก่ผู้คนไว้แต่แรก ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เกิดการรับรู้ข่าวสารและแลกเปลี่ยนความรู้แก่กันและกัน ไม่ใช่นำความเพียงข้างเดียวกรอกหูประชาชนให้ฟังในสิ่งที่อยากให้ฟังจากข้างใดข้างหนึ่ง และเมื่อเกิดการฟังความหลายๆ ข้างแล้ว ก็ย่อมจะนำไปสู่การตัดสินใจว่าสิ่งใดเท็จ สิ่งใดลวง ไม่ใช่เชื่อและมั่นใจแต่เพียงว่า หากข่าวสารมาจากพวกตนแล้วต้องเป็นความจริง ขณะที่ข่าวสารจากอีกด้านนั้นเป็นการใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายตรงกันข้าม หรือฝ่ายที่เสียประโยชน์

              ในสังคมเมื่อมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น ก็ย่อมจะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่หากทุกคนรู้ว่า "ความจริง" คือสิ่งที่จะตัดสินในแต่ละเรื่อง สังคมนั้นก็ย่อมจะยังรักษาความสงบสุขเอาไว้ได้ แต่ในกรณีที่เกิดขึ้น แม้จะมีความจริงเกิดขึ้นแล้วแต่ความสงบสุขกลับถูกกระทำย่ำยี เพียงเพราะไม่เห็นด้วยถึงกับกล้าก่ออาชญากรรมราวกับว่าบ้านเมืองไร้ซึ่งขื่อแปเช่นนี้ ก็เป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ดูแลกฎจะต้องเร่งจัดการกับผู้กระทำผิด ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่การก่อเหตุอาชญากรรมทั่วไปที่มักจะมุ่งเอาทรัพย์ หรือเอาชีวิต แต่นี่เป็นการก่อเหตุคุกคามสิทธิเสรีภาพอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศที่ผู้คนพูดกันเต็มปากเต็มคำว่า เป็นประชาธิปไตย