
อาเซียนขึ้นสังเวียนมหาอำนาจ
อาเซียนขึ้นสังเวียนมหาอำนาจ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
อาเซียนแต่ละประเทศเปรียบเสมือนนักชกมวยในรุ่นฟรายเวท แต่พอรวมกำปั้นกันได้สามารถเข้าชกกับคู่เฮฟวีเวทคือ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ญี่ปุ่นและรัสเซียได้
ในสมัยก่อนอาเซียนเป็นที่นัดพบให้คู่ชกรุ่นยักษ์ใหญ่ได้พบกัน เพื่อหาทางหลีกเลี่ยงการชกที่มีผลต่อตัวเอง สี่ทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนได้วางตัวแบบนั้น เป็นมิตรกับทุกฝ่าย แต่ในขณะนี้สถานการณ์ยุทธศาสตร์และการเมืองได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว นักชกรุ่นใหญ่ต้องการจะใช้สังเวียนอาเซียนขึ้นปะทะซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างพื้นที่ใหม่ให้อยู่ใต้อิทธิพลตัวเอง
ต้องยอมรับว่า มันสร้างความวุ่นวายให้นักชกแบบหลบๆ ซ่อนๆ ของอาเซียนมาก เพราะนักชกอาเซียนไม่เคยเสนอหน้าแบบตรงๆ ต้องมาถูกบังคับให้ออกหน้าแบบนี้อาเซียนไม่ถนัดแต่ก็เริ่มเรียนรู้
ในเวลานี้ บรรดาคู่ชกยักษ์เหล่านี้กำลังบอกกับนักชกอาเซียนว่า ถ้าไม่กล้าไม่ต้องชกในสังเวียนก็ได้ แต่ต้องเป็นกองกำลังเชียร์ที่ชัดเจนอยู่ข้างหลังอย่างเป็นที่เป็นทาง
เวลามวยคู่ยักษ์ฟาดกำปั้นกัน อาเซียนจะตอบแบบที่ผ่านมาแบบขวานผ่าซากว่า เราไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเด็ดขาดไม่ได้ เนื่องจากคู่ชกรุ่นใหญ่เขาเข้ามาหาและถือหางอาเซียน ถือว่าเป็นการเลือกข้างไปในตัว
คู่แรกระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ค่อนข้างชัดเจนว่า ญี่ปุ่นหากองเชียร์ในบรรดาสมาชิกอาเซียนต้องการเสริมสร้างขีดความสามารถทางทะเลเช่นเวียดนามและฟิลิปปินส์
ทั้งสองประเทศบอกว่าไม่ได้เลือกข้าง แต่ตอบสนองนโยบายญี่ปุ่นที่ต้องการหาหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างดีในฐานะมิตรประเทศ ส่วนไทยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทญี่ปุ่นมาช้านานตั้งแต่สงครามโลก ไม่ยอมแสดงตัว ยังใช้ลูกไม้แบบเดิมๆ คือไม่ตอบ เล่นบทน้ำเน่าคือให้ท่า เสมือนว่าสนใจ เพื่อต้องการถ่วงและดึงเวลาเอาไว้
ไทยชอบการทูตแบบนี้ ชัวร์ๆ เพราะเคยใช้มาตลอดเวลาในอดีตหกสิบปีที่ผ่านมา ขณะนี้ ต้องยอมนับว่ารู้สึกวิธีการนี้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเหมือนสมัยก่อน ไม่มีใครมานั่งรอประเทศเล็กๆ ตัดสินใจแล้ว ยักษ์ใหญ่เช่น จีนและญี่ปุ่นรวมทั้งมหาอำนาจอื่นๆ เข้ามาหาเอาใจอาเซียน แต่มีใครกล้ามาบอกไทยว่านโยบายแบบชักเข้าชักออก มันไม่ส่งผลดีอีกต่อไป
ส่วนกัมพูชาเห็นชัดเจนมากว่าเป็นกองเชียร์ของจีน ตอนนี้ในอาเซียนมีกองเชียร์ที่เอาข้างจีนและญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งอยู่ตรงกลาง ซึ่งต่างกันกับนโยบายของไทยคือไม่มีนโยบายเลือกข้าง (มักจะต้องเลือก จะรอถึงนาทีสุดท้าย) อินโดนีเซียเก่งกว่าและชัดเจนกว่าคือมีนโยบายที่เลือกข้าง
ยกตัวอย่าง อินโดนีเซียเป็นประเทศตัดสินชัดเจนไม่เอาทั้งสองฝ่ายคือจีนและญี่ปุ่น ต้องการเล่นการทูตระหว่างประเทศที่อิสระ ต่างกับไทยจะเอาทั้งสองประเทศเลยไม่ตัดสินใจ ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะไทยไม่เคยประสบปัญหามาก่อนในเรื่องการทูตในลักษณะนี้ ไทยมีชื่อเสียงทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม ต้องสารภาพว่าเวลานี้มันไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากสภาพยุทธศาสตร์และปัจจัยในภูมิภาคได้เปลี่ยนไป การทูตไทยเหมือนกับถูกแช่แข็ง ประเทศเพื่อนบ้านพัฒนากันไปแบบไม่หยุด ดูตัวอย่างพม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
อาเซียนต้องปรับนโยบายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอีกมาก และจะต้องพยายามหาทางวางแนวนโยบายต่างประเทศใหม่เพื่อรองรับศึกสังเวียนรุ่นเฮฟวีเวทในอนาคต แต่ละสมาชิกมีความมั่งคั่งและความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พูดง่ายๆ เห็นแก่ตัวมากขึ้น
ทุกวันนี้ อาเซียนยังไม่ยอมเฉือนอธิปไตยของประเทศมารวมไว้ให้กับอาเซียนเพื่อผลประโยชน์ที่ใหญ่กว่า คืออำนาจต่อรองของอาเซียนทั้งกลุ่ม ถ้าอาเซียนยังไม่ยอมและแตกกันแบบนี้ จะไม่มีอำนาจต่อรองเด็ดขาด ต้องสามัคคีกัน รู้ว่าผลประโยชน์อันไหนสำคัญและต้องร่วมมือกัน
ข้างหน้าเป็นทางสองแพร่ง อาเซียนต้องเหลือเลือกเดินเอง อย่ายอมให้มหาอำนาจบังคับให้เราต้องเลือกข้าง เราต้องเลือกเอง แต่จะทำอย่างนั้นได้อาเซียนต้องเข้าใจเกมการเมืองระหว่างประเทศกันใหม่



