คอลัมนิสต์

บูรณาการแก้ปัญหาจราจร

บูรณาการแก้ปัญหาจราจร

19 ส.ค. 2556

บูรณาการแก้ปัญหาจราจร : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2556

              ถ้าจะจัดระดับความรุนแรงของปัญหาสภาพการจราจรในกรุงเทพมหานครในทุกวันนี้อยู่ในขั้นวิกฤติก็คงไม่ผิดนัก เพราะสภาพรถติดอย่างหนักบนท้องถนน ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะแต่ในชั่วโมงเร่งด่วน ช่วงเปิดเทอม ฝกตก น้ำท่วม หรือว่ามีเทศกาลงานอีเวนท์ต่างๆ หลายงานมารวมอยู่ในเวลาเดียวกัน หากแต่ทุกๆ วัน แทบทุกเวลานาทีจะมีปัญหารถติดบนถนนต่างๆ รวมทั้งทางพิเศษอยู่อย่างสม่ำเสมอ จนเป็นที่อิดหนาระอาใจของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยมีสมมุติฐานถึงต้นสายปลายเหตุที่พอเชื่อได้คือ นโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ส่งผลให้รถยนต์เพิ่มขึ้นนับล้านคัน โดยที่ถนนหนทางไม่ได้ขยายเพิ่มในสัดส่วนที่เพียงพอกับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่ายรถยนต์ต่างๆ เริ่มโหมทำแคมเปญเพื่อทำยอดขายกันอย่างหนัก อย่างเช่นดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีเงินดาวน์ ก็ยิ่งคาดหมายได้ว่า จะมีผู้ใช้รถมาร่วมวิบากกรรมบนท้องถนนกันเพิ่มมากขึ้นอีก

              นอกจากเหตุปัจจัยข้างต้นแล้ว การก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องเบียดบังผิวจราจร อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่งานก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดไปมาก บางจุดที่ควรจะคืนพื้นที่ได้ก็ยังคงปิดการจราจรอยู่อย่างนั้น โดยยังมองไม่เห็นอนาคตว่า เมื่อไรจะเปิดให้เดินรถได้ เช่นนี้นี่เอง ถนนสายสำคัญที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่อย่างกาญจนาภิเษก จึงกลายเป็นอัมพาตไปโดยปริยาย และที่ยิ่งเป็นตลกร้ายก็คือ มีป้ายประกาศติดเอาไว้ว่า ขอให้หลีกเลี่ยงการจราจรบนถนนสายนี้ เพราะรถติดขัดอย่างหนัก ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ กลับยังไม่เห็นมีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ คล้ายกับจะบอกว่า ก็ทนๆ กันไปก่อนก็แล้วกันหรือไร

              ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงบทบาทเอาจริงเอาจังด้วยการเรียกบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างไปเร่งรัดงานแล้วหลายครั้ง ขณะเดียวกันรัฐมนตรีคมนาคมก็ออกตรวจถนนหนทางเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาจราจรอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ดูเหมือนว่า ไม่มีอะไรดีขึ้น งานก่อสร้างที่เคยล่าช้าเฉื่อยแฉะอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น ราวกับคำสั่งการของรัฐมนตรีไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือว่ากฎหมายที่ว่าด้วยคู่สัญญางานก่อสร้างไม่มีผลในทางปฏิบัติเฉพาะกับโครงการที่ลูบหน้าปะจมูกกันอยู่

              ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครนับเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายควรจะต้องหันหน้ามาผนึกกำลังแก้ไขกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงคมนาคม สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมจะต้องจัดลำดับความสำคัญปัญหาจราจรให้เป็นวาระเร่งด่วนที่สุดตามที่รัฐมนตรีเคยออกโรงมาแสดงตนที่จะเป็นหัวหอกเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนอกจากการเร่งรัดงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า เพื่อเร่งคืนพื้นผิวจราจรแล้ว การวางแผนรับมือกับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนรถตามนโยบายประชานิยมโดยไม่มีแผนรับมือนั้น ก็ควรถือเป็นบทเรียนที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างเป็นระบบ