คอลัมนิสต์

ต้องไม่มีความเคลือบแคลง

ต้องไม่มีความเคลือบแคลง

16 ส.ค. 2556

ต้องไม่มีความเคลือบแคลง : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2556

              ทั้งๆ ที่เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศที่เกาะเสม็ดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กำลังจะจบลงด้วยดี หลังจากหลายฝ่ายพยายามเข้าไปแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าและเยียวยาผลกระทบทั้งสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตต่างๆ มาเป็นลำดับ แต่กลับมีกรณีที่เกิดขึ้นตามมาชวนให้สาธารณชนคนทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องการให้ข้อมูลของฝ่ายต่างๆ ที่เข้าไปทำหน้าที่ อย่างเช่น ที่ นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยผลตรวจตัวอย่างน้ำทะเลจากด้านหน้าเกาะ หลังเกาะ และรอบเกาะเสม็ด รวม 23 จุดใน 12 หาด พบว่า อ่าวทับทิมมีค่าปรอท 0.25 ไมโครกรัมต่อลิตร และอ่าวพร้าว 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร ถือว่าเกินค่ามาตรฐานสูงมาก เนื่องจากค่าคุณภาพน้ำทะเลที่กำหนดให้มีสารปรอทเพียง 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตรเท่านั้น

              แต่ในวันเดียวกันนั้นเอง นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า กระทรวงพลังงานได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องการแก้ไขปัญหาการรั่วไหลของน้ำมันดิบลงทะเลและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้กรมประมงตรวจสอบ สรุปผลออกมาเป็นปกติทั้งหมด เช่น คุณภาพสัตว์น้ำทั่วไปในบริเวณที่คราบน้ำมันเคลื่อนผ่าน ปริมาณโลหะหนักในน้ำทะเล 5 ชนิด คือ ปรอท แคดเมียม ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสี มีค่าไม่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจสอบปริมาณโลหะหนักในเนื้อสัตว์น้ำ ไม่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจปริมาณสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในสัตว์น้ำ ระบบนิเวศในแนวปะการังเทียม คุณภาพน้ำทั่วไป ลักษณะความขุ่นใสของน้ำ และสภาวะทรัพยากรประมงในแนวปะการังเทียมอยู่ในสภาพปกติ

              การให้ข้อมูลจากฝ่ายรัฐที่ไปคนคนละทิศทางเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปพักผ่อนที่เกาะเสม็ดเท่านั้น อย่างเช่นที่มีข่าวออกมาจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยองเช่นว่า นักท่องเที่ยวได้ยกเลิกโปรแกรมการเดินทางมาท่องเที่ยวที่เกาะเสม็ดไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งแน่นอนว่าความเสียหายในเรื่องรายได้ โดยเฉพาะที่เกาะเสม็ดสามารถดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวได้ถึงปีละ 4,000 ล้านบาท จะต้องเกิดขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง หากแต่อีกด้านหนึ่ง สำหรับผู้ประกอบอาชีพทางด้านประมงชายฝั่ง และการทำมาค้าขายที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นพลอยต้องได้รับผลกระทบในระยะยาวไปด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องเกี่ยวกับสารปรอทปนเปื้อนในน้ำทะเลและสัตว์น้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง

              อย่างไรก็ตาม สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งแรกที่หน่วยงานรัฐพึงจะต้องทำเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมาก็คือ บูรณาการข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานกันอย่างสะเปะสะปะเหมือนเมื่อครั้งกู้วิกฤติคราบน้ำมันดิบ อาจจะมีคณะกรรมการกลางที่ได้รับความเชื่อถือขึ้นมาร่วมตรวจสอบ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ปราศจากความเห็นหรืออคติใดๆ เพื่อให้ทุกๆ ตารางนิ้วในบริเวณเกาะเสม็ดและพื้นที่ที่คราบน้ำมันเคลื่อนผ่านและได้รับผลกระทบทั้งหลายหลุดพ้นจากความหวาดระแวงสงสัย คืนสภาพชายหาดสะอาด และสัตว์น้ำไม่ปนเปื้อนสารพิษได้ในเร็ววัน