
ทัพบกจัดร้อย.ฉก.ชป.รับ'ยิ่งลักษณ์'
ทัพบกจัด ร้อย.ฉก.ชป.รับ'ยิ่งลักษณ์' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้เริ่มเดินสายตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายในการทำงาน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือฤกษ์วันที่ 14 สิงหาคม เป็นวันแรกในการเข้าตรวจแถวกองทัพ และในวันที่ 16 สิงหาคมจะเดินทางเยี่ยมกองทัพบก และกองทัพอากาศ ตามลำดับ ก่อนที่จะเดินทางไปเยี่ยมกองทัพเรือเป็นกองทัพสุดท้าย
โดยไฮไลท์อยู่ที่กองทัพบก ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์แบบครบครัน ซึ่งการจัดแสดงในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมไปในตัว เพราะเนื่องจากสถานการณ์และภัยคุกคามในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาแตกต่างไปจากรูปแบบเดิม โดยเฉพาะภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความหลากหลายและสลับซับซ้อนมากขึ้น
กองทัพบกได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์และภัยคุกคามแล้วเห็นว่า จะต้องเผชิญภัยคุกคามทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับต่อภัยคุกคามดังกล่าวแล้ว ทางกองทัพบก จึงได้กำหนดแนวทางการจัดเตรียมกำลัง ภายใต้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด
โดยให้หน่วยระดับกองพันทั่วประเทศจัดเตรียมกำลังกองร้อยเฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชน (ร้อย.ฉก.ชป.) ที่มีอัตรากำลังพล 150 นาย และให้ทำการฝึกตั้งแต่ยามปกติ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจหลักได้ 3 รูปแบบ คือ การป้องกันชายแดน การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและการช่วยเหลือประชาชน คือการทำได้ทั้งรบ ควบคุมฝูงชน และช่วยเหลือประชาชนในยามที่ประสบภัยพิบัติ
กองทัพบกได้เตรียมกำลัง ร้อย.ฉก. ซึ่งเป็นกำลังที่จัดเตรียมไว้สำหรับปฏิบัติภารกิจทางทหารโดยตรง หรือมุ่งเน้นใช้ทำการรบ ทั้งนี้เพื่อให้กองทัพมีกำลังที่มีความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน เพิ่มเติมให้กับกองกำลังป้องกันชายแดนทั้ง 7 กองกำลัง เมื่อมีความจำเป็นของสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับพื้นฐานจำเป็นที่สำคัญ คือ จะต้องมีการจัดเตรียม และทำการฝึกให้เกิดทักษะความชำนาญ ตั้งแต่ยามปกติ โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนกฎการใช้กำลัง 7 ขั้นตอน เช่นเดียวกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ 1.การแสดงกำลัง 2.การแจ้งเตือนขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ 3.การใช้โล่ 4.การใช้คลื่นเสียง น้ำฉีด 5.การใช้อุปกรณ์เคมี (แก๊สน้ำตา) 6.การใช้กระบอง และการใช้กระสุนยางจากปืนลูกซอง
พ.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) กล่าวว่า การจัดกำลังพลในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ได้มีการจัดเตรียมไว้คือ 150 นาย ได้แก่ บก.ร้อย. 3 มว.ชป. และ 1 มว.สนับสนุน ส่วนแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประกอบด้วยขั้นตอนการปฏิบัติ 3 ขั้น คือ 1.การปฏิบัติของส่วนล่วงหน้า โดยเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ไฟไหม้ ทั้งนี้เมื่อหน่วยทหารได้รับทราบเหตุ จะส่งกำลังส่วนล่วงหน้า ซึ่งเป็นส่วนเคลื่อนที่เร็วเดินทางเข้าพื้นที่ทันที เพื่อให้การช่วยเหลือขั้นต้นประเมินสถานการณ์
สำหรับการเตรียมแผนล่วงหน้าส่วนใหญ่ที่ติดตามมาภายหลังประกอบด้วยกำลังพล 5 ส่วน คือ1.ชุดนายทหารติดต่อ ซึ่งมีหน้าที่ประสานการช่วยเหลือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ณ พื้นที่ที่เกิดเหตุ 2.ชุดสื่อสารและส่องสว่าง โดยมีหน้าที่สถาปนา จัดตั้งระบบการสื่อสาร และนำกำลังส่วนใหญ่เข้าพื้นที่เกิดเหตุ
3.ชุดประเมินความเสียหาย มีหน้าที่สำรวจ ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น และรายงานข้อมูลกลับหน่วยเพื่อปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับภัยพิบัติ ด้วยกล้องบันทึกภาพทางภาคพื้นดินและทางอากาศ 4.ชุดควบคุมพื้นที่ และ 5.ชุดช่วยเหลือขั้นต้น มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือในขั้นต้น ในระหว่างรอความช่วยเหลือจากกำลังส่วนใหญ่ที่ตามมาภายหลัง
ส่วนขั้นที่ 2 คือการปฏิบัติของกำลังส่วนใหญ่ ซึ่งได้ปรับการจัดและยุทโธปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้รับรายงานจากส่วนล่วงหน้า โดยมีการจัดแบ่งกำลังออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.บก.ร้อย. ประกอบด้วย ผบ.ร้อย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในการควบคุม บังคับบัญชาและสั่งการทั้งปวง 2.มว.ชป. กรณีเกิดอัคคีภัย กำลังในส่วนนี้จะสวมชุดป้องกันไฟ และสวมหมวกป้องกันศีรษะ พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ในการดับเพลิง
3.มว.ชป. กรณีเกิดอุทกภัย โดยการแต่งกายจะปรับให้เข้ากับสถานการณ์คือสวมเสื้อยืดแขนยาวกองทัพบกและสวมรองเท้ายางกันน้ำ พร้อมเครื่องมือ และอุปกรณ์ช่วยเหลือ โดยเครื่องมือหลัก จะเป็นเรือต่างๆ ที่หน่วยทหารมีไว้สำหรับปฏิบัติภารกิจ ได้แก่ เรือทหารช่าง เรือแอร์โบ๊ท ซึ่งบรรทุกอยู่บนรถพ่วงบริเวณด้านหน้า และ 4.มว.สนับสนุน ซึ่งกำลังส่วนนี้จะมีความอ่อนตัวในการจัดกำลัง และยุทโธปกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์
นอกจากนี้ ชุด มว.สนับสนุน ยังได้มีการแยกกำลังหลักออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.ชุดมวลชนสัมพันธ์ ที่ทำการจัดตั้งจุดประชาสัมพันธ์ และประสานการช่วยเหลือในพื้นที่ที่เกิดเหตุ 2.ชุดเสนารักษ์ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล และชุดพลเปล เพื่อให้การรักษาพยาบาลในขั้นต้น และการขนย้ายผู้ป่วยเจ็บ 3.ชุดครัวสนาม เป็นเจ้าหน้าที่ประกอบเลี้ยง พร้อมครัวสนามเคลื่อนที่ ซึ่งสามารถประกอบอาหารสดได้ชั่วโมงละ 200 ชุด สำหรับเลี้ยงดูประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือในด้านต่างๆ ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ
และ 4.ชุดไฟส่องสว่าง และระบบไฟฟ้าสำรอง ซึ่งประกอบด้วยรถไฟส่องสว่างเคลื่อนที่ ซึ่งประกอบด้วยไฟส่องสว่างขนาด 1,500 วัตต์ จำนวน 8 ดวง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองขนาด 45 กิโลวัตต์ ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ฝ่ายทหารจะส่งมอบความรับผิดชอบให้แก่ส่วนราชการพลเรือน อันเป็นการปฏิบัติในขั้นที่ 3 การส่งมอบความรับผิดชอบ และถอนกำลังกลับที่ตั้งหน่วย
..........
(หมายเหตุ : ทัพบกจัด ร้อย.ฉก.ชป.รับ'ยิ่งลักษณ์' : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



