
ใช้กฎหมายให้ถูกต้อง-เที่ยงธรรม
ใช้กฎหมายให้ถูกต้อง-เที่ยงธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันที่15ส.ค.2556
กรณีการคัดค้านกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ที่จะตรวจสอบข้อมูลผ่านโปรแกรมไลน์เเละโปรเเกรมต่างๆ ในสังคมออนไลน์ กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิเสรีภาพ แม้ว่าหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงจะอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการก่อคดีอาชญากรรมในการเข้าไปล้วงข้อมูลออกมา แต่ลักษณะการกระทำดังกล่าวเสมือนเป็นการเหมาเข่งและอ้างอำนาจตามกฎหมาย โดยมีข้อน่าสงสัยว่าจะพุ่งเป้าเพื่อการสกัดกั้นกำราบปัญหาการเมือง เพราะก่อนหน้านี้มีการเรียกตัว 4 มือโพสต์เรื่องการปฏิวัติไปเข้าพบเจ้าหน้าที่ และยังมีการเตือนถึงการเข้าตรวจสอบเฟซบุ๊กและยูทูบในโซเชียลมีเดีย จนโลกออนไลน์เกิดการกระเพื่อมไปหมด
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เตือนว่าการใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานของรัฐ ต้องยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงการแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ต้องแยกให้ออก และควรต้องตีความเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดที่สำคัญต้องยึดรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 ที่ให้สิทธิเสรีภาพบุคคลในการแสดงความคิดเห็น และมาตรา 36 ที่ระบุให้บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารที่รัฐจะไปรับรู้หรือแทรกแซงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นการที่จะกล่าวหาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างกับรัฐและสื่อสารในสังคมออนไลน์ด้วยประเด็นความมั่นคง จำเป็นต้องพิจารณาให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด เพราะจะกลายเป็นช่องทางในการกลั่นแกล้งหรือคุกคามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
แต่หน่วยงานที่ใช้กฎหมายดูแลเรื่องนี้ ก็ยังเดินหน้าไม่หยุด ยกเหตุผลว่าในการประชุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของตำรวจสากล โดยตัวเเทนทุกประเทศมีความเห็นตรงกันว่าแนวโน้มการกระทำความผิดบนเว็บไซต์เเละเเอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นทุกประเทศต้องวางมาตรการป้องกันการกระทำความผิด และปอท.ก็มีหน้าที่โดยตรงจึงต้องวางมาตรการรับมือภัยคุกคามในอนาคต เนื่องจากอัตราของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย นับวันขยายตัวอย่างมาก ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊ก 20 ล้านคน และเครือข่ายไลน์ 15 ล้านคน ซึ่งการวางแผนป้องกันการนำโซเชียลมีเดียไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดก็นับเป็นสิ่งที่ดีที่ตระเตรียมรับมือต่อปริมาณของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องเคร่งครัดต่อการใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ให้ถูกต้องด้วยเช่นกัน
คำยืนยันของ ปอท.ที่ระบุว่าการตรวจสอบการใช้ไลน์เฉพาะบุคคลที่กระทำความผิดเท่านั้น โดยขอความร่วมมือไปทางผู้ดูแลระบบที่ญี่ปุ่น เพื่อดูแค่แอ็กเคาท์ว่าคนนั้นคือใครและนำข้อมูลมาสืบสวน โดยย้ำว่าไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลหรือข้อความทั้งหมด รวมทั้งยอมรับกระบวนการขั้นตอนที่ใช้ผ่านอำนาจศาลในการเข้าไปสืบค้นข้อมูลเป็นกรณีไป คำกล่าวนี้ทำให้สังคมลดระดับความไม่พอใจลง แต่ก็ยังไม่เชื่อถือจนสนิทใจ ยังมีการเฝ้าจับตาต่อไปว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีกฎหมายในมือจะทำเช่นไรต่อไป เพราะที่ผ่านมาหลายครั้งมีการใช้อำนาจกฎหมายเพื่อประโยชน์ต่อฝ่ายการเมือง และสร้างความหวาดเกรงต่อฝ่ายตรงข้าม แม้จะพูดว่าเพื่อการกำราบ แต่นั่นแสดงออกถึงการใช้อำนาจที่ไม่สมควรกระทำ เพราะอยู่ในฐานะผู้รักษาความเที่ยงธรรมแห่งกฎหมาย



