
'ลิขิต'แนะ'ทีมปฏิรูป'จูนแนวคิดให้ตรงกัน
จับตาทีมปฏิรูปการเมือง 'ลิขิต'แนะจูนแนวคิดให้ตรงกัน : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ภาพของ "วราเทพ รัตนากร" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ และ "พงศ์เทพ เทพกาญจนา" รองนายกรัฐมนตรี เดินสายทาบทามบุคคลสำคัญในสังคมเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน "สภาปฏิรูปการเมือง" หาทางออกประเทศไทย ในทางการเมืองถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เห็นถึงความพยายามในการหาทางขจัดความขัดแย้งทางเมือง
ขณะนี้มีบุคคลสำคัญทางการเมืองตอบรับเทียบเชิญครั้งนี้หลายคน อาทิ "อุกฤษ มงคลนาวิน" อดีตประธานรัฐสภา และประธานคณะกรรมการองค์กรอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) "อุทัย พิมพ์ใจชน" อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร "บรรหาร ศิลปอาชา" อดีตนายกรัฐมนตรี "พิชัย รัตตกุล" อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ "นิคม ไวยรัชพานิช" ประธานวุฒิสภา "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำพรรคชาติพัฒนา "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตนายกรัฐมนตรี "กระมล ทองธรรมชาติ" อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ "สนธยา คุณปลื้ม" รมว.วัฒนธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังชล
ซึ่งเดิมมีกำหนดประชุมนัดแรกในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ แต่ล่าสุดต้องดูทิศทางการประชุมสภาเพื่อพิจารณางบประมาณประจำปี 2557 วาระ 2 ในวันที่ 14-15 สิงหาคมนี้ เพราะการประชุมพิจารณางบประมาณอาจจะยืดเยื้อไปถึงวันที่ 16 สิงหาคม หากเป็นเช่นนั้นอาจต้องเลื่อนการประชุมคณะทำงานสภาปฏิรูปการเมืองเป็นสัปดาห์ถัดไป
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาหลากหลาย หลังจากรัฐบาลมีแนวความคิดในการตั้ง "สภาปฏิรูปการเมือง" เพื่อขจัดความขัดแย้งทางการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีการตั้งคณะทำงานในลักษณะเดียวกัน เช่น คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เพื่อหวังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความสมานฉันท์ สันติสุข และความเจริญมั่นคงในชาติบ้านเมืองและขจัดความอยุติธรรมและเหลื่อมล้ำในสังคมให้หมดสิ้นไป แต่ก็ไม่ได้มีการนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง
จนบางครั้งมีเสียงกระทบกระเทียบทำนองว่า ตั้งขึ้นมาให้ "เสียงบประมาณ" เพราะไม่เคยนำข้อเสนอแนะของคณะทำงานชุดต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เหมือนตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดีมีความตั้งใจต้องการให้ชาติบ้านเมืองเกิดความปรองดอง
ดังนั้นเมื่อ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีแนวความคิดตั้ง "สภาปฏิรูปการเมือง" ขึ้นมาอีกครั้งในสถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญหน้า จึงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ โดยตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีวาระซ่อนร้อนในแนวความคิดดังกล่าวหรือไม่
เรื่องนี้ "ดร.ลิขิต ธีรเวคิน" ราชบัณฑิต และผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก ได้เสนอมุมมองในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ต้องดูว่าบ้านเมืองของเราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างน้อยก็ควรหันหน้าคุยกันได้ เพื่อจะได้รู้ว่าความต้องการสูงสุดคืออะไร และหากถอยได้สามารถถอยได้แค่ไหน บ้านเมืองในขณะนี้จำเป็นต้องหันหน้ามาจับเข่าคุยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดสงครามกลางเมือง
"ในการเจรจาเราต้องดูว่า ใครจะมาร่วมเจรจาในครั้งนี้บ้าง ถ้าผู้ที่เข้าร่วมเจรจาไม่มีอำนาจตัดสินใจก็ไม่เกิดประโยชน์ จากเหตุการณ์ราชประสงค์มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุม แต่สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ เพราะต่างไม่มีอำนาจที่แท้จริง เรื่องก็ไม่จบตกลงกันไม่ได้" ดร.ลิขิต แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ผู้ที่ได้รับการทาบทามส่วนใหญ่เป็นผู้อาวุโสทางการเมืองอาจมีปัญหาเรื่องอัตตาของตัวเอง "ดร.ลิขิต" บอกว่า คงต้องรอดูการประชุมแต่งตั้งคณะทำงาน และเลือกประธาน เพราะแต่ละคนอาวุโสหมดต้องจูนให้ตรงกัน จุดนี้เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด ใครเป็นคนสำคัญที่สุด หากคู่ขัดแย้งไม่ยอมรับไม่สามารถคุยในคลื่นเดียวกันได้ ก็คาดหวังผลลำบาก
"ตัวบุคคลมีความเชื่อของตัวเอง ไม่ใช่เด็กๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มุมหนึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมีการเจรจากันดีกว่าไม่มีการพูดคุยกันเลย" ดร.ลิขิต กล่าว
สำหรับแนวคิดของรัฐบาลที่จะเชิญนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร และนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ร่วมเวทีปฏิรูปประเทศไทย "ดร.ลิขิต" มองว่า ไม่ใช่เรื่องผิด อาจเชิญเขามาให้ข้อเสนอแนะ แต่การตัดสินใจต้องเป็นคนไทยตัดสินกันเอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีไว้เพื่อช่วยไกล่เกลี่ย แต่อย่าเข้ามาสั่งการ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ได้รับเชิญเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ บางคนเคยเป็นผู้ที่เคยสร้างปัญหาทางการเมืองจนเกิดปัญหาอยู่ทุกวันนี้ "ดร.ลิขิต" บอกว่า เรื่องนี้แล้วแต่คนจะมอง แต่เท่าที่ดูมีคนได้รับเชิญมาทำงานครั้งนี้จำนวนมาก เชื่อว่าต่างคนต่างจะคานอำนาจของแต่ละคน หากใครพูดเลอะเทอะก็น่าจะมีคนแย้ง ถือเป็นการคานอำนาจกัน ดูที่จุดประสงค์ เชิญมาร่วมทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ
เรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตการหารือครั้งนี้อาจนำไปสู่การแก้โครงสร้างของกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น "ดร.ลิขิต" กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายจะเกิดขึ้นได้หลังได้ข้อตกลงของคณะทำงาน หรือทุกอย่างต้องได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้วจึงจะมีการแก้ไขกฎหมายตามมา แต่ถ้าคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า จะเข้ามาเพื่อแก้ไขกฎหมาย เป็นวิธีการมองปัญหาไม่ถูกต้อง
........
(หมายเหตุ : จับตาทีมปฏิรูปการเมือง 'ลิขิต'แนะจูนแนวคิดให้ตรงกัน : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



