คอลัมนิสต์

จะปฏิรูป-ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

จะปฏิรูป-ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

13 ส.ค. 2556

จะปฏิรูป-ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 13 ส.ค.2556

             พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลล่าสุดที่เปิดเผยว่า ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสภาปฏิรูปการเมือง โดยอ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่โทรศัพท์ไปเชิญชวนด้วยตนเอง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจนัก เพราะน่าเชื่อว่า ทันทีที่ตกผลึกว่าจะให้มีสภาปฏิรูปการเมือง รายชื่อบุคคลที่จะมาร่วมกันถกแถลงหาทางออกให้แก่ประเทศก็คงตระเตรียมเอาไว้แล้วว่าจะต้องเป็นใครบ้าง และใครควรจะได้นั่งเป็นประธาน ซึ่งรูปแบบเช่นนี้ก็เป็นเรื่องปกติทั่วไป

             หลายคนที่ได้รับการทาบทามต่างก็ออกมาแสดงความเห็นว่า สภาปฏิรูปการเมืองน่าจะหากุญแจไขประตูทางออกได้ โดยที่ต่างก็รับรู้กันดีว่า ความขัดแย้งในบ้านเมืองนั้นมาจากการเมืองที่จูงใจให้ผู้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถึงแม้ว่าการเมืองจะพยายามริเริ่มหาทางออกจากหล่มเหวแห่งความขัดแย้งด้วยการเสนอให้มีสภาปฏิรูปการเมือง แต่เมื่อการเสนอนั้นเป็นฝ่ายรัฐบาล ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งความขัดแย้งอยู่แล้วเป็นผู้ริเริ่ม จึงทำให้ยากจะเชื่อได้ว่าสภาปฏิรูปการเมืองจะผลิตชุดความคิด กรอบในการปฏิบัติ หรือแนวทางใด ที่จะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นความขัดแย้งได้อย่างไร ผู้คนในสังคมจะเชื่อถือสภาปฏิรูปชุดนี้ได้อย่างไร

             เสียงสะท้อนที่ออกมาต่อเรื่องนี้จึงพุ่งเป้าไปที่เบื้องหลังของรัฐบาลว่าจะมีอะไรแอบแฝงหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หากว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะปฏิรูปการเมืองจริงๆ แล้วกลับต้องมาเจอท่าทีของผู้คนในสังคมเช่นนี้เสียตั้งแต่แรก แต่เรื่องเช่นนี้ก็ยากที่จะเชื่ออีกเช่นกันว่า รัฐบาลไม่ได้ประเมินผลด้านลบเอาไว้ล่วงหน้า บุคลากรและเครื่องมือที่มีอยู่น่าจะอ่านได้ขาดว่า หากเป็นเช่นนี้แล้วผลจะออกมาอย่างไร ขณะเดียวกันก็น่าสังเกต เหตุใดรัฐบาลถึงไม่รอให้ผู้คนในสังคมยอมรับเสียก่อนว่า บ้านเมืองเราถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปการเมืองกัน (อีก) แล้ว

             อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปการเมืองที่ดีที่สุดในตอนนี้ ความจริงไม่มีอะไรเลย เพียงแค่ทุกคน ทุกฝ่าย ปฏิบัติตามกรอบกฎหมายบ้านเมือง การบังคับใช้กฎหมายก็ให้เป็นไปอย่างเป็นธรรม ไม่มีลูบหน้าปะจมูก สีนี้ทำได้ ถ้าไม่ใช่สีนี้โดนทุกราย หรือกรณีที่องค์กรอิสระใดที่รายงานหรือแสดงความเห็นบนพื้นฐานของกฎหมาย และหน้าที่ขององค์กรนั้น ถ้าได้ประโยชน์ก็ยกย่องเชิดชู แต่ถ้าเป็นโทษก็ก่นด่า หรือขับไล่ไสส่ง โดยไร้เหตุไร้ผล หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้มีสภาปฏิรูปการเมืองอีกร้อยชุด ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้นแน่ๆ

             ผู้ที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตามกฎหมายก็ย่อมเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากรัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรี นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า หากทำตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว มันจะทำให้บ้านเมืองสงบ และปรองดองกันได้จริงๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปออกกฎหมายใดๆ เพิ่มมาอีก ความขัดแย้งที่ผ่านมาเป็นเพราะนักการเมืองยังมุ่งหวังที่จะใช้มวลชนเป็นเครื่องมือต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้าม ขณะที่อีกฝ่ายก็มีมวลชนด้วยเช่นกัน ถ้าหากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว การมีสภาปฏิรูปการเมืองขึ้นมาก็ไม่ได้มีประโยชน์อันใด