คอลัมนิสต์

กว่าจะใช้'นิรโทษ'ต้องฝ่า'ด่านอรหันต์'อีกยก

กว่าจะใช้'นิรโทษ'ต้องฝ่า'ด่านอรหันต์'อีกยก

12 ส.ค. 2556

กว่าจะใช้'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' ต้องฝ่า'ด่านอรหันต์'อีกยก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

              คำพูดของ "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า "ไม่เกิน 2 เดือน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมน่าจะมีผลบังคับใช้ได้ ผู้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจะได้รับอิสรภาพ และผู้ที่ถูกดำเนินคดีจะพ้นผิดทั้งหมด" ถือเป็นการประกาศหลังจากมีชัยชนะทางการเมือง เมื่อสามารถนำ "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรวาระแรกแบบฉลุย

              ในทางการเมืองต้องยอมรับว่า "พรรคเพื่อไทย" ได้รับชัยชนะทั้งในสภาและนอกสภา เพราะนอกสภาทางพรรคประชาธิปัตย์ที่นำมวลชนเคลื่อนตัวมารัฐสภา ก็ทำได้เพียงแค่ส่งให้สมาชิกฝ่ายค้านเดินเข้าไปประชุมสภาเท่านั้น ไม่สามารถพามวลชนเข้าไปในสภาได้

              สร้างความขัดใจให้แก่มวลชนบางกลุ่มบางพวกที่ร่วมเดินทางไปในครั้งนั้นอย่างมาก ประกอบกับ "กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ" ก็ไม่ได้เดินทางมาร่วม โดยอ้างว่าไม่อยากให้มวลชนได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย

              จึงถือว่ามวลชนทั้ง 2 กลุ่ม จากผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพประชาชนฯ ก็ไม่สามารถเยื้อการนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาวาระแรกในสภาได้

              ดังนั้นต้องมาจับตาดูกระบวนการพิจารณาวาระที่สอง หลังจากตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จำนวน 35 คน จากนี้จะทำให้กฎหมายฉบับนี้สามารถประกาศใช้ภายใน 2 เดือน เหมือนที่ "วรชัย เหมะ" พูดไว้หรือไม่

              เริ่มจากการดูสัดส่วนของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แบ่งเป็นสัดส่วน "รัฐมนตรี" มี 3 คน สัดส่วน "พรรคเพื่อไทย" มี 17 คน สัดส่วน "พรรคประชาธิปัตย์" มี 10 คน "พรรภูมิใจไทย" 2 คน สัดส่วน "พรรคชาติไทยพัฒนา" 1 คน "พรรคชาติพัฒนา" 1 คน และ สัดส่วน "พรรคพลังชล" 1 คน

              โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้จะนัดประชุมร่วมกันนัดแรกในวันที่ 15 สิงหาคมนี้

              ถือว่ากระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในวาระ 2 ได้เริ่มขึ้น โดย ส.ส.ผู้ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการยังติดใจในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวสามารถยื่นขอแปรญัตติภายใน 7 วัน

              จากนั้นคณะกรรมาธิการจะเชิญผู้ที่ยื่นขอแปรญัตติมาชี้แจง ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เพราะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ที่ขอแปรญัตติ หากมีผู้ยื่นขอแปรญัตติมาก ระยะเวลาก็จะเพิ่มมากขึ้น

              ฟังจากคำให้สัมภาษณ์ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อว่า ในส่วนของ "สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" จะมี ส.ส.ยื่นขอแปรญัตติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวชนิด "จัดเต็ม" เรียกว่า ขอแปรญัตติเกือบทั้งพรรค

              "ในส่วนของการทำงานในสภา พรรคจะเน้นเรื่องการแปรญัตติเพื่อให้เกิดความชัดเจน แจกแจงความชัดเจนในเรื่องความผิด และบุคคลที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนการทำกิจกรรมนอกสภานั้นจะมีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบจากการอภิปรายในวาระ 1 และการพิจารณาในวาระ 2  นอกจากนั้นก็จะมีกิจกรรมที่จะเชิญชวนประชาชนให้สามารถสะท้อนความคิดเห็นหรือแสดงการคัดค้านกฎหมายดังกล่าวในรูปแบบต่างๆ" คำให้สัมภาษณ์ของ "อภิสิทธิ์" เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

              จากนั้นก็มีการลงมติรับร่างกฎหมายทั้งฉบับ ในวาระ 3 และส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาอีก

              ดังนั้นกระบวนการวาระที่ 2 และ 3 ของ "สภาล่าง" หรือสภาผู้แทนราษฎร น่าจะกินเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน

              แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 2 และ วาระ 3 แล้ว ใช่ว่ากระบวนการหลังจากนั้นจะ "สะดวกเป็นไปตามฝัน" เพราะยังต้องส่งต่อให้ "สมาชิกวุฒิสภา" (ส.ว.) พิจารณาต่อทุกขั้นตอนจะเหมือนกับ "สภาล่าง"

              ต้องเริ่มจากวาระ 1 การตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาในวาระ 2 อาจตั้งได้ 2 กรณี คือ มอบให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณานำไปพิจารณาต่อ เช่น คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและการตำรวจ หรือให้ส่งตัวแทนจากคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่มีอยู่ทั้งหมด 22 คณะ มาเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

              ในชั้นการพิจารณาของ "สภาสูง" หรือ สมาชิกวุฒิสภา การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คงไม่ผ่านไปง่ายๆ อย่างน้อยก็มี "กลุ่ม 40 ส.ว." ที่ออกมาต่อต้านการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จึงชื่อว่าตั้งแต่วาระ 1 คงมีสมาชิกขออภิปรายจำนวนมาก ยังไม่รวมวาระ 2 และ 3

              และเมื่อผ่านการพิจารณาของ "สภาสูง" เรียบร้อย ก็ส่งคืนไปยัง "สภาล่าง" หากส.ส.ไม่ติดใจเห็นด้วยตามคำขอแก้ไขของ "ส.ว." ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ถ้า "สภาล่าง" ไม่เห็นด้วยกับคำขอแก้ไขของ "สภาสูง" ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภา เพื่อมาพิจารณาคำขอแก้ไขร่วมกันอีกครั้ง จนกว่าจะได้ข้อยุติ

              เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแล้ว ก็จะเว้นระยะเวลา เพื่อให้ "สมาชิก" ที่ติดใจ ซึ่งอาจจะเป็น ส.ส.หรือ ส.ว. ยื่นต่อ "ศาลรัฐธรรรมนูญ" ตีความว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหาส่วนไหนขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

              ในประเด็นนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ได้จองกฐิน เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความทั้งหมด 4 ประเด็น คือ

              1.ขัดหลักนิติธรรมที่การตรากฎหมายต้องทำเป็นการทั่วไป ไม่ใช่ทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

              2.ผิดในเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน เนื่องจากมี ส.ส.ที่ต้องข้อหาคดีก่อการร้ายร่วมได้ลงชื่อเสนอร่างกฎหมายนี้ด้วย

              3.เป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีต้องให้ความเห็นชอบก่อนเสนอต่อสภา เพราะหากมีการนิรโทษกรรมให้คนที่เผาศาลากลางจังหวัดศาลวินิจฉัยให้ต้องชดใช้เงินหากมีการล้างผิดเกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องสูญเสียประโยชน์

              4.ขัดหลักสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ ซึ่งเคยมีบางประเทศเช่น อาร์เจนตินา เคยออกกฎหมายลักษณะนี้ และถูกชี้ว่าขัดหลักสิทธิมนุษยชน

              สำหรับการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความไม่ได้กำหนดต้องแล้วเสร็จภายในกี่วัน โดยการพิจารณาจะยึดหลัก "ความจำเป็นเร่งด่วน" ของเรื่องที่รับไว้พิจารณา หากกฎหมายมีความขัดแย้งสูงการพิจารณาอย่างเร่งด่วนก็มีความเสี่ยงสูง

              อย่าลืมว่า "ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม" มีกลุ่มต่อต้านทั้งจาก "ในสภา" และ "กลุ่มภาคประชาชน" ที่ไม่พอใจเคลื่อนไหวอยู่ "นอกสภา" ไม่รวมความล่าช้าจากกระบวนการพิจารณาก่อนจะนำพ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย

              ทั้งหมดที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า กว่าจะได้ประกาศใช้ "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" ต้องฝ่า "ด่านอรหันต์" อีกยก!

..........................

(หมายเหตุ : กว่าจะใช้'พ.ร.บ.นิรโทษกรรม' ต้องฝ่า'ด่านอรหันต์'อีกยก : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)