คอลัมนิสต์

ดันทุรัง

ดันทุรัง

12 ส.ค. 2556

ดันทุรัง : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ส.ค.2556

             รัฐบาลยังคงเดินหน้าอย่างหนัก หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีดำริที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในชาติ ด้วยการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองดึงบุคคลสำคัญในแต่ละส่วนเข้ามาร่วมจากภาคต่างๆ เข้ามาระดมสมองเพื่อสร้างความปรองดองเกิดขึ้นให้ได้ โดยมอบหมายให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินสายทาบทามบุคคลเหล่านี้ ล่าสุดได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนที่รัฐบาลขึ้นบัญชีด้วยความคาดหวังไว้ ขณะที่อีกหลายกลุ่มแสดงเจตจำนงชัดเจนที่จะไม่เข้าร่วม โดยเล็งเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจที่จะสมานรอยร้าวให้คนในชาติ แต่มีวาระซ่อนเร้นทั้งในเรื่องความพยายามในการพลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไป ร่วมถึงการจัดตั้งสภาปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ด้วย

             ไม่เพียงเท่านี้ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศทาบทามบุคคลสำคัญในเวทีโลก ที่มีบทบาทในเรื่องประชาธิปไตยและความปรองดอง ผ่านโครงการ Uniting for the future : Learning from each other's experiences ซึ่งการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี ทั้งนี้ นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และตัวแทนจากสำนักข่าวอัลจาซีรา ได้ตอบรับคำเชิญ เพื่อมาแลกเปลี่ยนให้ความรู้ โดยจะเน้นการนำเอาประสบการณ์จากประเทศที่ประสบความสำเร็จแล้ว หรือมีการปฏิบัติแล้ว เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้คนไทยได้รับทราบในเวทีคู่ขนานไปอีกด้วย

             ท่าทีดึงคนนอกเข้ามาร่วมแก้ปัญหาชาติครั้งนี้ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องเหมาะสม คนไทยคุยกันไม่รู้เรื่องหรืออย่างไรจึงต้องนำคนต่างชาติเข้ามาครอบหรือชี้นำ ทั้งที่มิได้เป็นคู่กรณี คู่ขัดแย้งแต่อย่างใด หรือเป็นเพราะบุคคลสำคัญของไทยที่ถูกทาบทามมาไม่เป็นที่ยอมรับ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนโจทย์ใหม่ เพื่อให้ภาพลักษณ์ออกมาดูดี ทั้งที่ก่อนหน้านี้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยทบทวนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะเกรงจะเปิดทางให้บรรดาผู้ที่ก่อความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในปี 2553 ลอยนวลไม่ต้องรับโทษ ทั้งที่ก่อเหตุละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเอาไว้ แต่รัฐบาลกลับเพิกเฉยโยนให้เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎรไป

             การเดินทางมาของบุคคลสำคัญระดับโลกครั้งนี้ รัฐบาลอาจจะคาดหวังให้เวทีคู่ขนานดำเนินไปอย่างราบรื่นเพื่อเปิดทางให้พี่ชายได้มีบทบาทในเวทีโลกอย่างถูกต้องมากขึ้น มากกว่าที่จะให้เกิดผลประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยแท้จริง ที่ผ่านมา นายโคฟี อันนัน เคยเดินทางมาเยือนไทย พร้อมเข้าร่วมหารือกระบวนการปรองดองของไทยตามคำเชิญของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธานมาแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาเห็นว่าการปรองดองเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลานานและมีความยากลำบาก คนที่มีบทบาทสูงสุดต้องถามตัวเองว่า ทำอะไรให้ประเทศชาติ ทุกคนต้องพูดความจริงและข้ามผ่านไปให้ได้ ผ่านมาแค่ปีกว่าๆ รัฐบาลถามตัวเองบ้างหรือยัง