คอลัมนิสต์

ยับยั้งโรคมือเติบ

ยับยั้งโรคมือเติบ

09 ส.ค. 2556

ยับยั้งโรคมือเติบ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม 2556

        ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยที่เกิดจากระบบสถาบันการเงินเอาไว้น่าสนใจอย่างยิ่งว่า มีอัตราเพิ่มขึ้นเร็วถึงร้อยละ 75 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปี 2556 จากร้อยละ 57 ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 โดยโครงสร้างหนี้ครัวเรือนตามการปล่อยกู้โดยธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็นสินเชื่อเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ร้อยละ 46 สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ร้อยละ 29 สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคอื่นๆ และสินเชื่อเงินสด ร้อยละ 24  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างชี้ชัดว่า การกู้เงินมาเพื่ออุปโภคบริโภคนั้นมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่น การซื้อรถ หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อเงินสดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

        รายงานวิเคราะห์ชิ้นนี้ยังชี้ว่า ตัวเลขการบริโภคดังที่ยกมานั้น เป็นสัญญาณเตือนให้คนไทยต้องกลับมาคิดใหม่ว่า ควรปรับการบริหารการใช้จ่ายใหม่หรือไม่ เพราะสถิติช่วงประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา พบว่า การใช้จ่ายภาคเอกชนต่อหัวโดยประมาณว่าเป็นตัวแทนของครัวเรือนเพิ่มร้อยละ 5.4 ต่อปี เมื่อเทียบกับเงินฝากเฉลี่ยต่อบัญชีที่มีวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท เพิ่มจาก 72,389 บาท เป็น  87,141 บาท ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนประกันชีวิตมีจำนวนเงินเอาประกันต่อกรมธรรม์เพิ่มจาก 194,745 บาท เป็น 230,880 บาท สรุปว่าการฝากเงินและการทำประกันชีวิตซึ่งเป็นการออมขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ 3 ต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของการใช้จ่าย พูดง่ายๆ ก็คือ ใช้จ่ายมากกว่าเก็บออม ถ้าจะบอกว่าคนไทยกำลัง "ประมาท" กันถ้วนทั่วก็คงไม่ผิดนัก

        ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานได้ออกมาแสดงตัวเลขหนี้ครัวเรือน พร้อมกับส่งความห่วงใยมาแล้วหลายครั้งต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการออมที่อยู่ในอัตราต่ำกว่า ก็เหมือนกับครัวเรือนตั้งสำรองความเสี่ยงเอาไว้ต่ำกว่ามูลหนี้ทั้งหมด โอกาสที่จะเกิดความเสียหายในกรณีที่ภาวะเศรษฐกิจมีปัญหาซบเซา ผันผวน และวิกฤติรุนแรงก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากโดยเฉพาะในหมู่ข้าราชการและบรรดามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่แบกรับภาระหนี้สินกันถึงกว่าร้อยละ 80 ซึ่งถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อปัจจัยพื้นฐานอย่างเช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ แต่ก็มีไม่น้อยที่เกิดจากการใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวังโดยเฉพาะที่มาจากแรงจูงใจของสถาบันการเงินที่เน้นการ "ขายตรง" ให้ลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อได้โดยง่าย โดยไม่สนใจในเรื่องหลักประกัน หรือการ "ตั้งสำรอง"

        ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมานโยบายรัฐบาลหลายเรื่องมุ่งเน้นกระตุ้นการบริโภคให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประชานิยม ซึ่งบิดเบือนอุปสงค์และอุปทาน บ่มเพาะวัฒนธรรมมือเติบในหมู่ประชาชน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เมื่อแนวโน้มทางเศรษฐกิจนับจากนี้ดังที่เป็นที่ทราบกันดีว่าจะยิ่งลำบาก ซึ่งถ้าหากภาครัฐยังไม่ให้ความสนใจกับการวางนโยบายการออมอย่างเอาจริงเอาจัง ยับยั้งประชานิยม ควบคู่ไปกับการดำเนินนโยบายต่างๆ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ปัญหาที่จะตามมาก็จะกลายเป็นงูกินหาง จนยากเกินกว่าจะแก้ไขและบำบัดเยียวยาได้ในเวลาอันสั้น