
อุดมการณ์ปฏิวัติจุงเบย!!
อุดมการณ์ปฏิวัติจุงเบย!! : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
หลังจากกองทัพดาวแดง ต้องเก็บข้าวของกลับบ้านอย่างฉุกละหุก แม้ "จัดตั้ง" จะพยายามแก้ตัวว่าเป็นการถอยเพื่อรักษากำลัง แต่ในข้อเท็จจริง มันปิดฉากตั้งแต่วันแรกที่ประกาศก่อตั้ง "กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เพราะเครื่องแบบ "ทปท." และ "หมวกดาวแดง" นั้นอยู่ในชุดอุดมการณ์หนึ่ง แต่พวกเขากลับนำมารับใช้อีกอุดมการณ์หนึ่ง
ฉะนั้นการเคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯ ในสถานการณ์ที่ "ไม่รู้เขา ไม่รู้เรา" จึงทำได้แค่แต่งชุด ทปท.โชว์สื่อ แล้วก็นอนเฝ้าต้นมะขาม รอวันกลับบ้าน
เสียดายที่พวกดาวแดงสนามหลวงกลับไปก่อน เลยไม่ได้ฟังเสวนาวิวาทะประชาชน ในวาระครบรอบ 48 ปี 7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก หัวข้อ "Revolution !!! What's going on? เอางัยดี? อุดมการณ์ปฏิวัติ" เมื่อวันอาทิตย์ที่ แล้ว ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา
อันที่จริงผู้จัดเวที ตั้งหัวข้อไว้ดีมาก แต่ผมเองก็ไม่ได้ไปฟัง จึงได้แต่อ่านในเฟซบุ๊กของ "สหายอำไพ" สุนี ไชยรส ที่ร่วมเสวนากับจรัล ดิษฐาอภิชัย
ผมขออนุญาตนำข้อเสนอเกี่ยวกับ "อุดมการณ์ปฏิวัติ" ของสหายอำไพ มาเผยแพร่ผ่านคอลัมน์นี้ ลองแลกเปลี่ยนกันดู
"1) อุดมการณ์ปฏิวัติหมายถึงอะไร ซึ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงสังคมเชิงโครงสร้างที่ต้องให้เป็นธรรมต่อกรรมกร ชาวนา และผู้เดือดร้อน ไม่ใช่แค่มีประชาธิปไตยทางการเมือง การเลือกตั้ง
แต่ก็ต้องปกป้องหลักการประชาธิปไตยทางการเมือง ไม่ต้องการรัฐประหาร ไม่ต้องการนายกฯ พระราชทาน แต่รัฐบาลก็ต้องถูกตรวจสอบ และดูที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ดินของชาวนา สวัสดิการกรรมกร และเปิดโอกาสให้รวมกลุ่มต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนของประชาธิปไตย ที่ต้องมีส่วนร่วม และความเป็นธรรม
2) ขบวนการปฏิวัติสมัยก่อนคือ พคท.ที่ต้องเคารพคุณค่าแห่งการต่อสู้ในอดีต มีทั้งการต่อสู้อย่างกล้าหาญ ผู้คนเสียสละมากมาย ทั้งในเมือง ติดคุก ถูกฆ่า คุกคาม จนถึงการเสียสละเมื่อจำต้องเข้าป่าต่อสู้อีกจำนวนมาก ทั้งนักศึกษาปัญญาชน ตั้งแต่ยุค 2500 จนถึงหลัง 6 ตุลา 2519
โดยเฉพาะสหายและมวลชนชาวนาเป็นกองหน้าที่สำคัญ และเสียสละมาก ต้องวิเคราะห์อย่างเข้าใจสถานการณ์และข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ มีทั้งจุดอ่อน และข้อเด่นของการสร้างอำนาจต่อรองการต่อสู้ของประชาชนต่อเผด็จการยาวนาน
วันนี้อาจไม่มีบทบาทเช่นแต่ก่อน และมีข่าวคราวที่สับสนมากมาย ก็ต้องเป็นการปรับตัวของ พคท.เอง และแต่ละคนไม่จำเป็นต้องยุติอุดมการณ์การปฏิวัติ ดังที่มีสหายกรรมกร ชาวนา ปัญญาชน จำนวนมากทั่วประเทศ วันนี้ก็ยังนำพา หรือร่วมกับชุมชน ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในขอบเขตทั่วประเทศ รวมทั้งเยาวชนในวันนี้ที่พยายามเรียนรู้และทำงานเพื่อประชาชน
3) ตัวนักปฏิวัติที่ต้องเรียนรู้ ศึกษา เคารพมวลชน และไม่มองคนไม่เห็นด้วยทางการเมืองเป็นคนละพวก ดีที่สุดคือ เมื่อใช้สิทธิเสรีภาพ มีความเชื่อมั่นอย่างไร ไม่ว่าแดง เหลือง และจำนวนมหาศาลที่ไม่เลือกข้าง
ถ้าพยายามช่วยกันสานต่อการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมของกรรมกร ชาวนา และการปกป้องสิ่งแวดล้อมต่างๆมากมาย ก็จะสามารถทำงานข้ามการแบ่งสี หรือความเห็นต่างกันได้ และนั่นคือการไปสู่อุดมการณ์แบบปฏิวัติ
เพราะนั่นคือการที่มวลชนตื่นตัวตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จึงจะเป็นการปฏิวัติรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นความเข้มแข็งของมวลชนเอง ที่จะยั่งยืนและเติบโต บนการพัฒนาทางเลือกของตนเอง"
แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับสหายอำไพทั้งหมด แต่ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นนี้ ก็ยังดูก้าวหน้ากว่าอุดมการณ์ปฏิวัติแบบ "มวลชนนำหน้า รถถังตามหลัง"
นึกไม่ถึงว่าหลายคนที่เคยศรัทธาอุดมการณ์ปฏิวัติแบบ พคท. จะไปเห็นดีเห็นงามกับยุทธศาสตร์ "มวลชนนำหน้า รถถังตามหลัง" ซึ่งเป็นชุดความคิดที่ล้าหลังมากๆ มิต่างจากกลุ่มคนที่แต่งเครื่องแบบ "ทปท." แล้วพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์ว่า มันเป็นเครื่องแบบขององค์กรอนุรักษนิยม
ขอร้องเถอะครับ ให้เครื่องแบบ "ทปท." และ "ดาวแดง" อยู่เคียงคู่กับประวัติศาสตร์ 48 ปี 7 สิงหาคม อย่างมีศักดิ์ศรี อย่าได้เอามาปู้ยี่ปู้ยำกับความคิดมักง่ายของ "นายทุนการเมือง" บางคน
.........
(หมายเหตุ : อุดมการณ์ปฏิวัติจุงเบย!! : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา)



