
ยุติสร้างเงื่อนไขนำไปสู่รุนแรง
ยุติสร้างเงื่อนไขนำไปสู่รุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่8ส.ค.2556
สถานการณ์การเมืองที่กำลังระอุว่าด้วยเรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่พรรคเพื่อไทยผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ขณะเดียวกันมีหลายกลุ่มออกมาชุมนุมต่อต้าน โดยเรียกร้องให้มีการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป เพราะเป็นการช่วยเหลือคนผิดให้พ้นโทษ แม้นายกรัฐมนตรีจะเสนอให้มีสภาปฏิรูปการเมืองที่เชิญทุกฝ่ายเข้ามาพูดจากันเพื่อหาทางออกประเทศ แต่เสียงถามหาความจริงใจจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็ยังต้องการให้แสดงออกด้วยการถอนร่างกฎหมาย ดังนั้นรัฐบาลและพรรคการเมืองทุกพรรคควรนำบทเรียนในอดีตที่ประเทศผ่านเหตุการณ์เลวร้ายสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตของคนไทยกันเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นเครื่องเตือนใจว่า อย่าเดินย่ำซ้ำรอยอดีต เพราะถึงที่สุดความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใดได้เลย
นอกจากนี้ยังเกิดกรณีที่ถูกมองว่า เป็นการปิดหูปิดตาประชาชนที่ไม่มีการถ่ายทอดสดการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษในสภา เพราะธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา หากมีเรื่องสำคัญก็จะถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ชมกัน แต่คราวนี้กลับงดถ่ายทอดจนไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากเรื่องใด แม้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ได้ชี้แจงปฏิเสธปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่า ให้เข้าไปทำข่าวในห้องประชุมได้แต่การถ่ายทอดสดผ่านช่อง 11 ตามที่ฝ่ายค้านร้องขอกลับไม่สามารถทำได้ โดยอ้างข้อตกลงของสภาในการประชุมทุกวันพุธจะไม่มีการถ่ายทอดสด ทั้งที่รู้ว่าวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐสภามีคนติดตามชมไม่มากและกว้างขวางเท่าช่อง 11 ที่เป็นช่องฟรีทีวี จึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่มีวาระซ่อนเร้น
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ดำเนินการถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผ่านทางฟรีทีวี เพราะเป็นเรื่องอยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ แต่ไม่ได้รับการสั่งการจากรัฐบาล โดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยมีสมาชิกทำหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่องหลายปี เห็นว่าการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารไม่ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงจะเป็นผลเสียหายมากกว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ และร่างกฎหมายดังกล่าวได้สร้างความขัดแย้งและแตกแยกในสังคมไทยในวงกว้างอีกครั้งหนึ่ง และเสี่ยงที่จะนำความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง
เมื่อสถานการณ์กำลังวิกฤติ แทนที่รัฐบาลจะแสดงเจตนาหาทางออกของประเทศ ด้วยการเลือกที่จะถอยมาก้าวหนึ่ง ยอมถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกไปก่อน แล้วมาเริ่มเปิดโต๊ะพูดคุยกันเป็นวาระระดับชาติให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม และตกผลึกกับสังคมคนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยก็ไม่เลือกวิธีการดังกล่าว ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก ดำเนินการปิดช่องทางการรับรู้ของประชาชนไม่ถ่ายทอดสดการพิจารณาร่างกฎหมายทางฟรีทีวี ถือเป็นการสุมไฟเข้าไปอีก ตอนนี้รัฐบาลยังมีโอกาสคลี่คลายวิกฤติการเมืองได้ เพื่อไม่ให้ประเทศบอบช้ำไปกว่าเดิมจนยากเยียวยา ดังนั้นรัฐบาลควรยุติการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงการปะทะจนเสียเลือดเนื้อชีวิตของคนในชาติ



