
'เทพเทือก'ดัชนีชี้ม็อบ'จบ-จอด'
'เทพเทือก'ดัชนีชี้ม็อบ'จบ-จอด' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
หลายคนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองรอลุ้น 7 สิงหาคม วันที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณา "ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม" ที่เสนอโดย "วรชัย เหมะ" ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และคณะ
ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่า "กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ" ได้ประกาศยกระดับการชุมนุมโดยเคลื่อนตัวจากบริเวณสวนลุมพินี เดินทางไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อคัดค้านการนำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภา
บรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองสำหรับ "คนไทย" โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ นับวันจะกลายเป็นเรื่อง "คุ้นชิน" ไปซะแล้ว เพราะแทบจะเรียกว่าเกิดขึ้นเป็นรายเดือน
แต่สำหรับ "เจ้าหน้าที่ปกครองบ้านเมือง" ในฐานะผู้มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนคงเห็นตรงกันข้าม ดังนั้น ในทางปฏิบัติจะเห็นว่า "เจ้าหน้าที่" บางครั้งออกอาการ "โอเวอร์แอ็กชั่น" ที่ดูเกินความเป็นจริงไปด้วยซ้ำ
มีผู้ชุมนุมหลักร้อยแต่เจ้าหน้าที่มาดูแลความปลอดภัยรวมแล้วหลักพันคนเรียกว่าประกบกันตัวต่อตัวเจ้าหน้าที่ยังเหลือเฟือไม่นับรวมกับเครื่องมือในการปราบปรามที่นำมาเตรียมพร้อมสำหรับใช้งาน
ดังนั้น หลายคนจึงจับตาว่าการเคลื่อนตัวของผู้ชุมนุมที่จะไปยังรัฐสภาจะมีพลังมากพอที่จะปฏิบัติการชนิดม้วนเดียวจบ หรือกลายเป็นม้วนเดียวจอด เหมือนกรณีการชุมนุมของ "กลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม" ที่นำโดย "เสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นประธานในขณะนั้นหรือไม่
แต่หากไล่เรียงย้อนดูประวัติ "ขุนพล" ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กองทัพประชาชนฯ" แต่ละคนก็น่าจะพอคาดเดาสถานการณ์การชุมนุมได้พอสมควร
ตั้งแต่ "พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ" ประธานองค์การพิทักษ์สยาม (อพส.) จบเตรียมทหารรุ่นที่ 1 รุ่นเดียวกับ พล.อ.บุญเลิศ หรือ เสธ.อ้าย และ "บิ๊กแอ้ด" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด หลังจากเกษียณอายุราชการได้ตั้งพรรคธรรมชาติไทยขึ้นเมื่อปี 2547 และเคยลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 9 พรรคพลังประชาชน สมัย "สมัคร สุนทรเวช" เป็นหัวหน้าพรรค แต่สอบตกชีวิตทางการเมืองก็เงียบหายไป และมากระหึ่มอีกครั้งเมื่อเขาได้ร่วมกับ "เสธ.อ้าย" ตั้งกลุ่ม อพส.ต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์
"พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ" อดีตแกนนำกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ รักษาแผ่นดิน จบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 7 รุ่นเดียวกับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร ในอดีตเคยเป็นนายทหารที่อาสาไปรบในสมรภูมิต่างๆ และได้สร้างวีรกรรมหลายจนบรรดาเหล่าทหารหลายคนให้การยอมรับ
ชื่อของ "พล.อ.ปรีชา" ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยมีชื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา แบบสรรหา ในฐานะข้าราชการบำนาญของกระทรวงกลาโหม แต่ก็ไม่ได้รับเลือก จากนั้นได้เข้าร่วมกับการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ในการชุมนุมเมื่อปี 2551 ได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยท่าทีที่ดุเดือด
ส่วน "พล.อ.ชูเกียรติ ตันสุวัฒน์" อดีตทหารคนสนิท พล.ต.มนูญกฤต จบเตรียมทหารรุ่นที่ 4 นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่นที่ 15 เคยไปรบในสมรภูมิลาวโดยรับตำแหน่งหัวหน้ากองทัพนิรนาม ซึ่งเป็นหน่วยที่ปฏิบัติภารกิจในทางลับ
ขณะที่ "พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี" อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ อดีตนักบินประจำกองกำลังสหประชาชาติ นักวิชาการวิทยากร ร.ร.เสนาธิการทหาร ร.ร.เสนาธิการทหารอากาศ ร.ร.นายเรืออากาศ ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ศูนย์การรบทางอากาศ
สำหรับ "พิเชฏฐ พัฒนโชติ" อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดนครราชสีมา และอดีตรองหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ปี 2549 ได้ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการชุมนุมขับไล่รัฐบาลนอมินีของทักษิณ ปี 2551 เคยลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1 จ.นครราชสีมา สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง
"ไทกร พลสุวรรณ" นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอีสาน เคยเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยมาก่อน ต่อมาได้ลาออกและจัดตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้น ชื่อ "พรรคประชาชนไทย" แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาได้ก่อตั้งขบวนการอีสานกู้ชาติ เพื่อทำการต่อต้านระบอบทักษิณ "ไทกร" เป็นที่รู้จักขึ้นมาหลังจากเป็นผู้เปิดโปงการทุจริตและประพฤติมิชอบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ
แม้คนเหล่านี้มีจิตใจสู้รบพร้อมสู้ แต่พลังมวลชนไม่พร้อม ดังนั้น หากเป็นการชุมนุมโดยปกติไม่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก่อนผู้ชุมนุมน่าจะทำกิจกรรมได้เพียงแค่แสดงสัญลักษณ์ "ความไม่พอใจ" เท่านั้น
ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ "ตรึงพื้นที่" เพื่อรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณอาคารรัฐสภาเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมวงกว้างไปเรียบร้อยแล้ว ไม่นับมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลที่เตรียมพร้อมเป็นกำลังสนับสนุน
แต่ตัวแปรสำคัญที่น่าจะทำให้การชุนนุมครั้งนี้ "เปลี่ยน" คือ "พรรคประชาธิปัตย์" เพราะมี "เครือข่าย" โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มากที่สุด เพราะมี ส.ส., ส.ก. และส.ข. มากที่สุด หากจะมีการระดมคนหรือคนในเครือข่ายเข้ามาร่วมชุมนุมจริงๆ ก็สามารถทำได้เป็นหลักหมื่น และเชื่อว่าสามารถทำได้ภายในภายในไม่กี่ชั่วโมง
และที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ยังชะลอไว้น่าจะต้องการต่อสู้ในสภาก่อน เพื่อป้องกันการถูกยื่นยุบพรรค และเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของพรรคเสียหาย แต่เมื่อต่อสู้ในสภาไม่สามารถต้านทานเสียงข้างมากได้ หลังจากนั้นหากจะอ้างความชอบธรรมในการเล่น "เกมนอกสภา" การถูกโจมตีน่าจะน้อยลง
บริบทความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "กองทัพประชาชนฯ" ก็ดูแทบจะแยกกันไม่ออกโดยดูจากสายสัมพันธ์ในแกนนำหรือการขึ้นเวที "กองทัพประชาชนฯ" ของ "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นั่นเพราะ "แกนนำกองทัพประชาชนฯ" ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการพูดต้องอาศัยนักการเมืองฝีปากกล้าเช่น "นิพิฏฐ์" มาเพิ่มความคึกคักและครึกครื้นให้แก่ผู้ชุมนุม
แต่ที่น่าจับตามากเป็นกรณีพิเศษคือคำปราศรัยของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ บนเวทีผ่าความจริงที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศว่า แม้มีประชาชนบาดเจ็บนิดเดียวจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ก็จะออกมาร่วมชุมนุมกับประชาชนโดยไม่รอให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมผ่านวาระ 3
ดังนั้น การชุมนุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่คงต้องอดทนอดกลั้นเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าจนเกิดเหตุลุกลามบานปลาย เพราะถ้าสลายการชุมนุมหรือใช้ความรุนแรงกับประชาชน สถานการณ์ของผู้ชุมนุมอาจพลิกจากเดิมที่คาดว่า "ม้วนเดียวจอด" อาจจะกลายเป็น "ม้วนเดียวจบ" ก็เป็นได้
.......................
(หมายเหตุ : 'เทพเทือก'ดัชนีชี้ม็อบ'จบ-จอด' : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



