
ปฏิวัติ-ปฏิรูป
ปฏิวัติ-ปฏิรูป : บทบรรณาธิการประจำวันที่6ส.ค.2556
กระแสข่าวการทำปฏิวัติรัฐประหาร หรือการก่อจลาจลนั้นอาจเริ่มต้นจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ หรือข้อเรียกร้องของคนกลุ่มหนึ่ง และบานปลายออกมาจนถึงการชุมนุมครั้งล่าสุดนี้ แต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบรับจากคนในกองทัพ ซึ่งเป็นสถาบันเดียวที่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการเช่นนั้น แต่ที่ผ่านมาบรรดานายทหารในกองทัพ ต่างก็ออกมายืนยันแล้วว่า จะไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเห็นแล้วว่า การทำเช่นนั้น ไม่ใช่ทางออกของบ้านเมืองในยามนี้ พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเสียด้วยซ้ำไป
หน้าที่ของกองทัพนั้นมีการยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่า จะเป็นเครื่องมือชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีหน้าที่ทำตามนโยบายรัฐบาล โดยถือเอาการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ หากสถาบันหลักของบ้านเมืองได้รับการเคารพ ปกป้อง อย่างเหมาะควรแล้ว เหตุผลที่จะทำให้กองทัพออกมาฉีกรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยเกิดมาแล้วย่อมเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งในยุคสมัยที่การเมืองเข้มแข็ง มีมวลชนที่พร้อมจะต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหารด้วยแล้ว เสี่ยงเกินไปที่นายทหารทั้งหลายจะเอาอนาคตที่เหลือของตนมาแลกกับปัญหาทางการเมืองที่ไม่ใช่คนก่อ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า จะถือเป็นเหตุผลปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปฏิวัติของผู้คนในสังคม สิ่งที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ที่ออกมาแถลงว่า จะเรียกผู้เผยแพร่ข้อความในลักษณะจะมีการปฏิวัติและขอให้ประชาชนกักตุนน้ำและอาหารให้พร้อมผ่านโซเชียลมีเดีย ไปให้ปากคำและอาจจะเอาผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 น่าจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกของจริง เพราะสังคมโลกออนไลน์นั้น การเผยแพร่ข้อความไปเร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง การตัดสินใจที่จะทำอะไรลงไปของหน่วยงานรัฐ จะต้องผ่านการใคร่ครวญให้รอบคอบ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่กระแสการเมืองกำลังพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เพราะอาจจะไปปลุกให้เกิดความปั่นป่วนมากขึ้นไปอีก
เช่นเดียวกับความพยายามที่จะเชิญหลายฝ่ายมาปฏิรูปการเมืองของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เลือกจะเชื้อเชิญนักการเมืองรุ่นลายครามที่หนึ่งในนั้นเป็นผู้มีบารมีในพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ส่วนอีกคนก็เป็นคนที่เสนอแนวคิดที่ไม่ต่างจากรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่กำลังจะไปเชิญมา ก็ไม่ได้ถอดชนวนที่จะเป็นปัญหาออกไป แล้วการปฏิรูปการเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ตราบใดที่ความจริงใจยังไม่ได้รับการปรับปรุง
แนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ ต่อให้ผู้อาวุโสที่ได้รับการเชื้อเชิญทั้งหลายมุ่งมั่น ตั้งอกตั้งใจ ก็คงยากที่จะบรรลุเป้าหมายคือการปฏิรูปการเมือง ภาพที่ออกมาน่าจะเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อคั่นจังหวะการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเสียมากกว่า แต่ถ้าหากรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความปรองดอง-ปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง ก็ต้องกลับไปทบทวนว่า สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคขัดขวางจุดมุ่งหมายนั้น แล้วขจัดมันเสีย เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตประเทศ



