คอลัมนิสต์

สังคมไทยเบื่อ'เหลือง-แดง'อยากได้คนกล้า

สังคมไทยเบื่อ'เหลือง-แดง'อยากได้คนกล้า

05 ส.ค. 2556

สังคมไทยเบื่อ'เหลือง-แดง' อยากได้คนกล้ากู้วิกฤติบ้านเมือง : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

          ต้องยอมรับว่าคนไทยหลายคนเริ่ม "เบื่อหน่าย" กับสถานการณ์การเมืองไทยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เพราะดูเหมือนการเมืองมีตัวเลือกเพียง 2 ขั้วเท่านั้น คือ "ขั้วพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และ "ขั้วต้านพ.ต.ท.ทักษิณ" ไม่มีตัวเลือกที่สาม หรือขั้วที่สามที่น่าจะเป็นความหวังให้กับการเมืองไทย

          "รศ.วิทยากร เชียงกูล" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า หากสังคมมีเพียง 2 ขั้ว การเมืองไทยก็จะวุ่นวายเหมือนในปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่สภาพสังคมไทยต้องการคนกลางและประนีประนอม

          "รศ.วิทยากร" มองพฤติกรรมการเมืองขั้วพ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเมืองดูทิศทางลม บางครั้งเหมือนดูประนีประนอม แต่เป็นการประนีประนอมชั่วคราวเหมือนปรองดอง แต่ไม่ใช่ปรองดอง เช่นการนำร่างพ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสภา แต่เมื่อกระแสสังคมคัดค้านก็ดองเรื่องไว้ก่อน และนำกฎหมายฉบับอื่นเข้ามาแทนเหมือนที่ทำอยู่ ลักษณะนี้เรียกว่าเป็นการถอยเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช่ถอยจริง

          การเมืองไทยที่มีลักษณะในปัจจุบัน "รศ.วิทยากร" ยอมรับว่า คาดเดาไม่ถูกว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบใด แต่เชื่อว่าการเมืองที่มีภาคประชาชนชุมนุมนอกสภาก็ยังคงมีต่อไป ทุกอย่างยังต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายมีการเลือกตั้ง มีรัฐสภา ต่อสู้กันโดยผ่านช่องทางกฎหมายเป็นหลัก การทำรัฐประหารทำได้ยาก เพราะเหตุผลที่จะทำรัฐประหารมีไม่มากพอ และมองว่าสภาพปัจจุบันทหารเป็นอยู่สบายแล้ว ไม่อยากทำอะไรเสี่ยง พยายามทำตัวกลางๆ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง

          "ทหารก็พยายามทำเรื่องที่ปลอดภัยไว้ก่อน ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง เพราะการทำรัฐประหารมีความเสี่ยงสูง เพราะถ้าทำสำเร็จแล้วจากนั้นจะบริหารประเทศอย่างไร มีบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีต" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอมุมมองทหารกับการทำรัฐประหาร

          "รศ.วิทยากร" มองว่า คนเริ่มเข้าไปทำกิจกรรมทางการเมืองน้อยลง เพราะเบื่อไม่อยากเห็นการเมืองรุนแรงเหมือนอดีต อยากเห็นคนกลางๆ มาให้ข้อมูลความรู้ร่วมปฏิรูปสังคมมากกว่า ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก ส่วนคนที่ยังไปทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เช่น คนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดง ปัจจุบันจำนวนเริ่มลดลง แต่ที่ดูว่าคนเสื้อสีแดงยังมีจำนวนมาก เพราะยังมีเงินทุนสนับสนุนอยู่

          สำหรับคนกลางๆ หรือคนขั้วที่สามที่กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมปัจจุบัน "รศ.วิทยากร" ยกตัวอย่าง เช่น "ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล" อดีต รมว.คลัง "ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล" อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตรองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ และรมว.พาณิชย์ ซึ่งกลุ่มคนที่มีลักษณะแบบนี้มีน้อย เพราะไม่อยากเปลืองตัว บางคนก็กลัวจะไปกระทบกับธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่จึงไม่กล้าออกมา

          "น่าเสียดายที่กลุ่มคนขั้วที่ 3 ที่จะมาปฏิรูปสังคมออกมาน้อย เพราะกลัวจะกระทบกับธุรกิจหรือชีวิตประจำวันที่ตัวเองทำอยู่ จึงไม่กล้าเสี่ยง ผมอยากให้คนกลุ่มนี้ออกมาตั้งพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง เพื่อให้ความรู้กับสังคม และเชื่อว่าจะทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง นำการเมืองไปสู่การปฏิรูปที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจเอง ก็ไม่กล้าเสี่ยงจะออกมา เพราะกลัวกระทบกับธุรกิจ ซึ่งนักธุรกิจอยากได้คนขั้วที่ 3 เพราะเริ่มไม่ชอบขั้วคุณทักษิณที่มองว่ามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น รวบอำนาจ และไม่ชอบขั้วพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมองว่าบริหารล่าช้า ไม่กล้าตัดสินใจ แต่พวกนักธุรกิจก็ไม่กล้าเสี่ยงลงมาเล่นการเมืองเอง ทำได้แค่เพียงแต่บ่น เช่น กรณีหอการค้า ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ก็ทำได้แค่บ่นเท่านั้น" รศ.วิทยากร กล่าว

          ที่ผ่านมา "รศ.วิทยากร" มองว่า มีคนชนชั้นกลางออกมาชุมนุมบ้างโดยผ่านกลุ่มหน้ากากขาว มาในรูปของคนสวมหน้ากากไม่ต้องกลัวคนจำหน้าได้ แต่การออกมาชุมนุมดังกล่าวไม่เกิดพลัง เพราะไม่มีการทำกิจกรรม หรือให้ความรู้ เมื่อปลุกระดมคนมาแล้วไม่ทำกิจกรรมทำให้พลังไม่เกิด ดังนั้นการทำกิจกรรมทางการเมืองควรจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ โดยไม่ต้องพูดถึงม็อบเหลืองหรือม็อบแดง

          องค์กรที่ถูกสังคมคาดหวังมากที่สุดในขณะนี้ "รศ.วิทยากร" มองว่า คือ สถาบันศาล และองค์กรอิสระ ซึ่งประชาชนควรช่วยกันตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าว เพื่อไม่ให้มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง

          นอกจากนี้ "รศ.วิทยากร" ได้เรียกร้องให้คนชนชั้นกลางออกมาช่วยเหลือ หรือสนับสนุนภาคประชาชนที่เดือดร้อนจะการถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ และต้องพากันมาชุมนุมประท้วง ไม่ควรไปสนใจเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นนามธรรม ชาวบ้านกินไม่ได้ เช่น การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายมาตรา 112

          สำหรับอนาคตการเมืองไทยจากนี้ไป "รศ.วิทยากร" มองว่า ตราบใดที่รัฐบาลยังมีเงินใส่เข้าไปในระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อไปได้การเมืองไทยก็จะเป็นแบบทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ แต่อีก 2-3 ปี เมื่อเศรษฐกิจของประเทศพัง ดูจากการส่งออกที่ลดลง เศรษฐกิจโลกมีปัญหา รัฐบาลไม่มีเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบหรือใส่ในนโยบายประชานิยม ประชาชนไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยจะทำให้คนหันมาตื่นตัวสนใจการเมืองมากขึ้น เมื่อนั้นจะเริ่มรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลทำให้รัฐบาลอยู่ยากหรืออยู่ต่อไปไม่ได้

          "การเมืองในปัจจุบันคงทำหรือแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศไปเรื่อยๆ แต่เชื่อว่า อีก 2-3 ปี เศรษฐกิจประเทศพัง เมื่อนั้นคนจะเริ่มตื่นตัว และรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาล การเมืองจะวุ่นวายเหมือนอาหรับสปริง สุดท้ายรัฐบาลก็ล้ม แม้เลือกมาใหม่ รัฐบาลก็ไม่มีความมั่นคง สุดท้ายการเมืองไทยก็จะย้อนกลับไปเหมือนในอดีต คือมีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค" คณบดีกิตติคุณวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว


...........................

(หมายเหตุ : สังคมไทยเบื่อง'เหลือง-แดง' อยากได้คนกล้ากู้วิกฤติบ้านเมือง : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)